โควิดกับสถานศึกษา – เสาร์ที่แล้วจะเตือนเรื่องความเสี่ยงที่โควิดจะแพร่ระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้าง ก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เสาร์นี้ก็คงต้องเตือนกันอีก

อีกสถานที่ที่ต้องเร่งป้องกันคือ สถาบันอุดมศึกษา ที่รวมกันของนิสิต นักศึกษาที่มีจำนวนมากมาย แม้จะมีความพยายามที่จะไม่ให้เกิดการรวมตัวกันของนักศึกษาด้วยการสอนที่เรียกว่า การสอนออนไลน์ก็ตาม ที่ถึงอย่างไรนักศึกษาเหล่านั้นก็ต้องมารวมกันอยู่ในสถาบันการศึกษาอยู่ดี

ความเป็นห่วงในเรื่องนี้ ขอเว้นเรื่องของการเรียนการสอนทางออนไลน์ที่หลายสถาบันใช้กันอยู่ ว่าจะได้ผล ศึกษากับการเรียนการสอนหรือไม่ แต่ก็อดเป็นห่วงถึงมาตรฐานการศึกษาไม่ได้

คิดดู เรื่องการศึกษาที่จะต้องเรียนรู้ในทักษะความชำนาญการเฉพาะ เช่น การแพทย์ พยาบาล ทางสาธารณสุขกับการศึกษาทักษะทางวิชาชีพวิศวะ สถาปัตยกรรม การบัญชี ที่ครูอาจารย์กับนักศึกษาต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

กล่าวคือ ตาต้องมองตา มือต้องสั่งมือกันนั้น เรียนออนไลน์ย่อมไม่สร้างทักษะเหล่านี้ได้แม้แต่น้อย ก็ย่อมต้องมีการเรียนรวมในห้องเรียน การเรียนออนไลน์ย่อมไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน

กลับมาที่นิสิตนักศึกษาในสถาบันการอุดมศึกษา ประเทศไทยมีจำนวนนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาปีละไม่ต่ำกว่า 1,700,000-1,800,000 คน มีอาจารย์ผู้สอนผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ประมาณ 70,000 กว่าคน และข้าราชการ หรือพนักงานต่างๆ ที่ทำงานในสถาบันการศึกษาอีกกว่า 75,000 คน จากสถาบันการศึกษา 181 สถาบันทั่วประเทศ

ประเมินกันหยาบๆ ก็คือ นิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท พักอาศัยอยู่ในอาคาร ประเภทพักอาศัยรวม ที่เรียกว่า หอพักบ้าง อาคารชุดบ้าง ไม่น้อยกว่า 80% ของจำนวนนิสิตนักศึกษาทั้งหมด ซึ่งไม่ต่ำกว่า 1,400,000 คน ที่อยู่ในหอพักของสถาบันและหอพักเอกชน แต่ละแห่งรวมกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ถึงจำนวนพันคน

ผู้คนเหล่านี้ต่างก็มีไทม์ไลน์ที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ก็จะมี ไทม์ไลน์ร่วมกันในการที่จะต้องมาพบกันในสถาบันการศึกษา

เรื่องที่เป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ เราไม่เคยได้ยินได้รับรู้แผนการในการป้องกันการกระจายความเสี่ยงของโรคอันเกิดจากโควิด-19 จากใครที่ไหนเลย

อีก 10 วัน สถาบันการศึกษาบางแห่งก็ต้องเปิดเรียนเปิดสอนกันตามลำดับ นักศึกษาก็ต้องเริ่มมาพบกัน กลับมาเข้าอยู่ในหอพักในอาคารพักอาศัยรวมกัน ไม่ว่าจะต้องไปเรียนหรือไม่ไปเรียนในสถาบันการศึกษา

รัฐกำลังจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนที่ลงทะเบียนกันอย่างจริงจังในต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว (ซึ่งคนเหล่านี้มักไม่ใช่ผู้เคลื่อนไหวเดินทาง ที่น่าจะแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ง่าย)

แต่กับนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ที่มีการเคลื่อนไหว มีไทม์ไลน์ในการเดินทางอยู่ตลอดเวลา จึงน่าเป็นห่วง สถาบันการศึกษาทำได้แค่วัดอุณหภูมิร่างกายกับเจลล้างมือ คงมีคำถามก็คือ มันใช้ป้องกันการแพร่กระจายของโรคอันเกิดจากโควิด-19 ได้อย่างไร

นี่ก็คือคำเตือนครั้งที่สองจากคอลัมน์นี้

ถ้าคราวนี้ป้องกันไม่ได้…จะหยุดไม่ได้เลย

นายช่าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน