วาระแห่ง 7 ปีของรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม มาเยือนอย่างเงียบๆ แต่แหลมคม
เป็นความเงียบเพราะว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ที่แทบมองไม่เห็นแสงแห่งความหวังเกิดขึ้นมากนัก
เพราะทุกอย่างอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากนับจากการเริ่มประกาศและบังคับใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2563 มายังเดือนพฤษภาคม 2564 ทุกอย่าง ก็ยังวน

จึงยิ่งทำให้รัฐประหารเมื่อ 7 ปีก่อนมีความสำคัญ
ความสำคัญในที่นี้มีพื้นฐานมาจากทุกอย่างไม่เป็นเหมือนกับคำแถลง คำประกาศ
ไม่ว่าจะเป็นคำประกาศที่ว่ามาเพื่อแก้ไขปัญหาและความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นคำประกาศที่ว่ามาเพื่อทำให้คำขวัญที่ว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ปรากฏเป็นจริง
เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน
ปรากฏว่าประชาชนได้ “รัฐธรรมนูญ” ที่ยืนยันถึงการสืบทอดอำนาจ ปรากฏว่าที่คิดว่าเป็น “การปฏิรูป” ก็มิได้ปฏิรูปอะไรแม้แต่อย่างเดียว
คำสัญญาที่ว่า แล้ว “แผ่นดิน” ที่งดงามจะเกิดขึ้น ก็ไม่จริง
คสช.ต้องการ “อำนาจ” แต่อำนาจที่ได้มา 7 ปี กลับกลายเป็นเครื่องประจานมากกว่า
เพราะว่าเป็นการดำรงอยู่ในอำนาจโดยไม่มีพื้นฐานแห่ง “ความสามารถ” ทั้งยังเป็นอำนาจซึ่งมิได้แอบอิงอยู่กับคุณธรรมและสิ่งที่เรียกว่า “จริยธรรม”
ดังในกรณีของ “รัฐมนตรี” ที่ติดคุกเพราะ “ยา เสพติด”
เมื่อการขาด “จริยธรรม” ดำเนินไปบนรากฐานแห่งการไม่มี “ความสามารถ” พลันที่เผชิญกับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด ทุกอย่างจึงสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง
การระบาดเกิดขึ้นรอบแล้วรอบเล่า มีคนตายมาก ขึ้น มากขึ้น
วาระแห่ง 7 ปีของรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จึงกลายเป็นวันแห่งความหดหู่
หดหู่ที่ได้รัฐบาลในแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หดหู่ที่ยังมองหนทางออกของประเทศไม่เห็นนอกเสียจากได้เกิดขบวนการไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมา
เป็นการไล่โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่รับรู้