กรรมกร ลุกขึ้นสู้ ด้วยอาวุธ(81) – วิโรจน์ อำไพ ได้แปลข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ”พจนานุกรม ฉือห่าย”บอกให้รับรู้ว่า การก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธ 3 ครั้ง ของกรรมกรเซี่ยงไฮ้ในระหว่างสงครามปราบภาคเหนือ
ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ปฏิบัติการ 3 ครั้ง
ครั้งแรก ปฏิบัติการเมื่องวันที่ 21 ตุลาคม 1926 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1927 การก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธทั้ง 2 ครั้งนี้มีการตระเตรียมไม่พรักพร้อมเพียงพอจึงประสบความพ่ายแพ้
จากการขัดขวาง ปราบปรามของขุนศึก ซุนจวนฟาง จางจงชาง
การก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธครั้งที่ 3 ดำเนินการเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1927 ภายใต้การนำของ คณะกรรมการเฉพาะกิจของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน
โดยเริ่มจากการร่วมกันหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรเซี่ยงไฮ้
จากนั้น ก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธ แล้วเข้าบุกโจมตีกองทหารขุนศึกภาคเหนือ แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าการก่อการนี้จะดำเนินไปด้วยความราบรื่น
ตรงกันข้าม กลับมี”พลังลับ”จากพรรคก๊กมินตั๋งขัดขวาง
พจนานุกรม”ฉือห่าย”ระบุว่า ขณะเดียวกัน กองทัพปราบเหนือสายตะวันออกซึ่งได้รุกมาถึงหลงหวา เขตชานเมืองเซี่ยงไฮ้ กลับรั้งทัพรอจังหวะโจมตีตามคำสั่งลับของเจียงไคเช็ก
ดังนั้น กรรมกรเซี่ยงไฮ้จึงพึ่งกำลังของตนทำการต่อสู้
เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดโชกเป็นเวลา 30 ชั่วโมงจนถึงตอนพลบค่ำของวันที่ 22 มีนาคมจึงเข้ายึดนครเซี่ยงไฮ้ไว้ได้ เท่ากับการก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธได้รับชัยชนะ
ตามมาด้วยการก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนครพิเศษเซี่ยงไฮ้
ต้องยอมรับว่าการต่อสู้ครั้งนี้นอกจากได้รับการหนุนเสริมจากการหยุดงานของกรรมกรจำนวน 8 แสนคนแล้วยังได้รับการช่วยเหลืออย่างอบอุ่นจากประชาชน
ทำการขุดสนามเพลาะ ส่งเสบียงอาหาร ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยความสมัครใจ
แม้ว่าการก่อการปฏิวัติจะถูกจักรวรรดินิยมเข้าแทรกแซงขัดขวาง ส่วนกองทัพปราบภาคเหนือของไป่จงซีกลับรั้งทัพรอจังหวะโจมตี
กระนั้น ด้วยพลังของกรรมกร ประชาชนและกองกำลังติดอาวุธจึงได้รับชัยชนะ
หนังสือ”กองทัพแดง”บรรยายว่า จนถึงเวลาพลบค่ำนอกจากจ๋าเป่ยยังมีการสู้รบอย่างรุนแรง ส่วนเขตอื่นถูกกรรมกรเข้ายึดครองได้ตามลำดับ เขตภายในจ๋าเป่ยเป็นที่รวมกำลังทหารของกองทัพภาคเหนือ
และมีที่มั่นทางทหารกว่า 20 แห่ง
ดังนั้น กรรมกรจ๋าเป่ยซึ่งได้รับความสนับสนุนจากกรรมกรผู่ตง หูตง หูซี ได้ร่วมสมทบกันดำเนินการต่อสู้อย่างองอาจกล้าหาญ โดยโจวเอินไหล จ้าวสื้อย่าน เป็นผู้บัญชาการในแนวหน้า
มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยฝูต้านและชาวบ้านละแวกนั้นให้ความสนับสนุน
จนถึงวันที่ 22 มีนาคม เวลา 18.00 น. จึงเข้ายึดด้านเหนือของสถานีรถไฟเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นปราการของกองทหารภาคเหนือได้ในที่สุด การก่อการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธจึงได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
การสู้รบครั้งนี้ทำลายกองทหารภาคเหนือกว่า 5 พันคน ยึดปืนได้กว่า 5 พันกระบอก
นี่คือปฏิบัติการอันเกรียงไกรใหญ่ยิ่งในช่วงปฏิวัติใหญ่ครั้งที่ 1 ของชนชั้นกรรมกรประเทศจีน ได้แสดงให้เห็นถึงพลังสู้รบอย่างแข็งแกร่ง ลักษณะการจัดตั้งอย่างรัดกุมของชนชั้นกรรมกรจีน
นำไปสู่การก่อตั้งอำนาจรัฐปฏิวัติแบบใหม่ รัฐบาลเฉพาะกาลนครพิเศษเซี่ยงไฮ้
กองทัพปราบภาคเหนือของไป่ฉงซีเดิมซึ่งประจำอยู่ทางใต้ของชานเมืองเซี่ยงไฮ้จึงเคลื่อนเข้าสู่เซี่ยงไฮ้ นั่นก็คือในวันที่ 24 มีนาคม
หรือ 3 วันให้หลังจากชัยชนะของกรรมกร
กองทัพที่ 6 กองทัพที่ 2 ของกองทัพปฏิวัติประชาชาติได้รุกจากทางตะวันออกของอานฮุยเข้ายึดหนานกิง ในบ่ายวันเดียวกันกองเรือรบอังกฤษและอเมริกาซึ่งลาดตระเวนในแม่น้ำฉางเจียง
ก็ระดมยิงเข้าใส่หนานกิงอย่างดุเดือด ต่อเนื่อง
ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อคุ้มครองประชาชนของตน เป็นเหตุให้ประชาชนและทหารของจีนได้รับบาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างสูง
กรณีหนานกิงได้เร่งขั้นตอนการสมคบกับอิทธิพลจักรวรรดินิยมของเจียงไคเช็กกระชับขึ้น