อำนาจรัฐ มาจาก ปากกระบอกปืน(88) – จากฐานข้อมูลของ บุญศักดิ์ แสงระวี วันที่ 7 สิงหาคม 1927 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดประชุมด่วนขึ้นในหวู่ฮั่น ซึ่งเรียกขานกันในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “การประชุม 7 สิงหาคม”

ที่ประชุมได้สรุปความจัดเจนและบทเรียนความพ่ายแพ้ของการปฏิวัติครั้งนี้

ยุติการครอบงำแห่งความผิดพลาดเอียงขวาของเฉินตุ๊ซิ่วในคณะกรรมการกลางอย่างถึงที่สุด กำหนดเข็มมุ่งใหญ่การปฏิวัติที่ดินและการใช้กำลังอาวุธต่อต้านพวกปฏิกิริยาพรรคก๊กมินตั๋ง

และให้ถือการปลุกระดมชาวนาก่อการลุกขึ้นสู้ในการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงเป็นภาระหน้าที่สำคัญ

เหมาได้กล่าวคำปราศรัยขนาดยาวใน “การประชุม 7 สิงหาคม” นี้ หลังจากการ ร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์แล้วเขาใช้ความคิดค้นคว้าปัญหาต่างๆ เป็นอันมาก

เช่น ปัญหาอำนาจการนำในแนวร่วม ปัญหาชาวนาเข้าร่วมการปฏิวัติ

ปัญหาที่ดิน ปัญหาการต่อสู้ด้วยอาวุธ เป็นต้น แต่ละปัญหาล้วนมีข้อสรุปและมี ความเห็นที่ถูกต้องชัดเจน แต่ความเห็นเหล่านี้มิได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม

นี่จึงถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญ

ความเห็นของเหมาที่ค้นคว้าและสรุปเขาเก็บไว้ในใจมาช้านาน เมื่อได้โอกาสก็ระบายออกมาอย่างสิ้นไส้สิ้นพุง และที่สำคัญในการแถลงต่อที่ประชุมครั้งนี้ เหมาได้เสนอว่า

“เราควรจะเข้าใจว่า อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน”

บุญศักดิ์ แสงระวี กล่าวว่า เกี่ยวกับปัญหาการต่อสู้ด้วยอาวุธลัทธิมาร์กซ์มีความเห็นว่า ชนชั้นกรรมาชีพจะใช้แบบวิธีใดไปดำเนินการปฏิวัติสังคม จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง

ทางวัฒนธรรมและประเพณีทางประวัติศาสตร์ของประเทศตน

จะต้องกำหนดโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปฏิวัติและการเปรียบเทียบ กำลังทางชนชั้น ภายใต้สภาพที่แน่นอนหนึ่งชนชั้นกรรมาชีพสามารถใช้แบบวิธีสันติบรรลุเป้าหมายของตน

ก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดจะเปรียบเพราะเป็นวิธีที่เจ็บปวดน้อยที่สุด

ทว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะใช้แบบวิธีสันติหรือแบบวิธีใช้ความรุนแรงมิได้กำหนดอยู่ที่ชนชั้นกรรมาชีพเป็นสำคัญหากจะกำหนดโดยชนชั้นปกครองปฏิกิริยา

ส่วนมากที่สุดกำหนดอยู่ที่ชนชั้นปกครองใช้กำลังรุนแรงหรือไม่

เจียงไคเช็กตระบัดสัตย์ใช้อาวุธก่อรัฐประหาร เข่นฆ่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และ นักปฏิวัติที่ร่วมงานกันมาด้วยดีตลอดมาเป็นเรือนพันเรือนหมื่นในชั่วเวลาคืนเดียว

เพื่อบรรลุความมักใหญ่ใฝ่สูงและผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงสัจจะวาจาที่เคยให้ไว้

สันติกลายเป็นฟองสบู่ภายในพริบตา พรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกบังคับจำเป็นต้องให้ คำตอบแก่ปัญหานี้เป็นการด่วน นี่คือคำถามที่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับและประสบจากสถานการณ์

กล่าวสำหรับประสบการณ์ของเหมา

เขาสัมผัสกับปืนน้อยมาก กระนั้น ความสำคัญของกระบอกปืนเหมามีความแจ่มชัด ยิ่งกว่าใครไหนอื่น ในระหว่างการประชุม ฉีชิวไป๋เสนอให้เหมาไปทำงานในศูนย์กลางพรรคในเซี่ยงไฮ้

แต่เหมาปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว

“ผมจะไปพบกับผู้กล้าในป่าเขียว ผมตัดสินใจจะไปขึ้นเขาลงห้วยไปคบหาสมาคมกับเพื่อนป่าเขียวที่นั่น” แม้ในตอนนั้นจะยังไม่มีคำตอบอย่างแน่ชัดว่าจะเป็นอย่างไร

แต่คำว่า “ผู้กล้าในป่าเขียว” ของเหมาก็บ่งบอกอะไรออกมาได้

เชาวน์ พงษ์พิชิต ระบุว่า สำนักการเมืองเฉพาะกาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเรียกประชุมที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1927 จัดตั้ง “คณะกรรมการสู้ศึกแนวหน้า” โดยมีโจวเอินไหลเป็นเลขาธิการ

จากนั้น เรียกประชุมด่วนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม

ปลดเฉินตุ๊ซิ่วออกจากตำแหน่งเลขาธิการทั่วไป และมีมติให้ต่อสู้ด้วยกำลังอาวะ “เข้ายึดเมืองสักเมือง” เพื่อปลุกใจมวลชน แต่เหมาเจ๋อตงมุ่งหน้าไปที่เหมืองถ่านหิน อันหยวน

ปลุกระดมกรรมกร ก่อตั้งกองกำลังกรรมกรชาวนากองแรก

โดยมีกองป้องกันตนเองของชาวนาแถบผิงเซียงและหลี่หลิง อีกทั้งนายทหารและ นายสิบจำนวนหนึ่งจากกองทัพปราบขุนศึกภาคเหนือ ตลอดจนผู้เห็นใจ นักเรียน นักศึกษาจำนวนหนึ่งเข้าร่วม

นี่คือกองกำลัง “กองพลที่ 1 กองทัพที่ 1 แห่งกองทัพปฏิวัติกรรมกรชาวนา”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน