รู้จักสนามฟุตบอลยูโร2020(2) – หลังจากแนะนำไปแล้ว 4 สนามที่จะใช้ฟาดแข้งในฟุตบอลยูโร 2020 ซึ่งจะเปิดฉาก 11 มิ.ย.นี้ เรามาต่อกันอีก 3 สนามสำคัญซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นสังเวียนรอบรองฯ รอบชิงฯ กันด้วย
เดนมาร์ก : ปาร์เกน สเตเดียม, กรุงโคเปนเฮเกน

(ความจุมาตรฐาน 38,065 ที่นั่ง)
สนามแห่งนี้อาจจะไม่ได้มีอายุที่เก่าแก่อะไรมากมายนัก แต่ก็ผ่านเรื่องราวมาพอสมควร นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1990 แล้วเปิดใช้งานในปี 1992 ผ่านการบูรณะมาแล้ว 2 รอบในปี 2001 และ 2009
โดยสนามแห่งนี้มีสโมสรชั้นนำของชาติอย่างเอฟซี โคเปน เฮเกน ใช้เป็นรังเหย้าอยู่ เคยรับหน้าเสื่อจัดแมตช์สำคัญอย่างนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1994 และยูฟ่า คัพ 2000 เคยเปลี่ยนชื่อไปใช้เตเลีย ปาร์เกน ตามสปอนเซอร์ในช่วงปี 2014-2020 ก่อนจะกลับมาใช้ชื่อดั้งเดิมอีกครั้ง
แผนการเวลานี้ ได้รับไฟเขียวให้รองรับผู้ชมได้แมตช์ละไม่เกิน 11,250 คน เทียบเป็น 32% ของความจุสนาม ใช้ในการแข่งขันทั้งหมด 4 แมตช์ (3 แมตช์รอบแบ่งกลุ่ม 1 แมตช์รอบ 16 ทีมสุดท้าย)
แมตช์ที่จัดแข่งขัน
– 12 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : เดนมาร์ก-ฟินแลนด์
– 17 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : เดนมาร์ก-เบลเยียม
– 21 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : รัสเซีย-เดนมาร์ก
– 28 มิถุนายน รอบ 16 ทีมสุดท้าย
รัสเซีย : เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม (หรือกาซพรอม อารีนา), เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (ความจุมาตรฐาน 68,134 ที่นั่ง)

เป็นสนามที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ แต่คาดว่าน่าจะได้ใช้สำหรับงานสำคัญอีกไม่น้อย โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2008 แล้วติดปัญหาหลายอย่าง ทำให้กว่าจะดำเนินการได้จริงจังต้องยืดเยื้อมาถึงปี 2016 ก่อนสามารถเปิดใช้งานได้ในปี 2017
สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงได้ใช้งานสำคัญในศึกฟีฟ่า คอนเฟเดเรชันส์ คัพ 2017 ต่อด้วยฟุตบอลโลกหนดังกล่าวที่ใช้จัดไปถึง 7 แมตช์
นอกจากนี้ เดิมทีสนามแห่งนี้จะต้องรองรับนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2021 แต่จากผลสืบเนื่องของวิกฤตโควิด-19 ทำให้สนามจัดแข่งต้องขยับโยกย้ายให้วุ่น โดยเวลานี้สังเวียนแข้งแห่งนี้จะได้รับหน้าเสื่อเกมปี 2022
ในยูโรหนนี้ ชื่อของสนามจะถูกเรียกว่าเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เนื่องจากชื่อที่แท้จริงอย่างกาซพรอม อารีนา ติดปัญหาข้อจำกัดด้านสปอนเซอร์ของยูฟ่า
นอกจากนี้ สนามนี้ยังเป็นหนึ่งในสังเวียนแข้งที่รองรับเกมเยอะเป็นพิเศษ เพราะต้องรับหน้าเสื่อเกมเพิ่มหลังไอร์แลนด์โดนริบสิทธิ์จัดแข่งขันไป
แผนการเวลานี้ ได้รับไฟเขียวให้รองรับผู้ชมได้แมตช์ละไม่เกิน 30,500 คน เทียบเป็น 50% ของความจุสนาม ใช้ในการแข่งขันทั้งหมด 7 แมตช์ (6 แมตช์รอบแบ่งกลุ่ม 1 แมตช์รอบก่อนรองชนะเลิศ)
แมตช์ที่จัดแข่งขัน
– 12 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : เบลเยียม-รัสเซีย
– 14 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มอี : โปแลนด์-สโลวะเกีย
– 16 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : ฟินแลนด์-รัสเซีย
– 18 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มอี : สวีเดน-สโลวะเกีย
– 21 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี : ฟินแลนด์-เบลเยียม
– 23 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มอี : สวีเดน-โปแลนด์
– 2 กรกฎาคม รอบก่อนรองชนะเลิศ
อังกฤษ : เวมบลีย์ สเตเดียม, กรุงลอนดอน (ความจุมาตรฐาน 90,000 ที่นั่ง)

เป็นสนามสมัยใหม่ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ โดยเวม บลีย์เดิมก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1923 แล้วทุบทิ้งในช่วงปี 2002-03 จากนั้นมีการสร้างสนามแบบอลังการยิ่งขึ้นบนพื้นที่เดิม เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ เวมบลีย์ยังเป็นสนามที่จัดเกมฟุตบอลสำคัญในประเทศทุกปี ทั้งนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ, นัดชิงชนะเลิศลีก คัพ, นัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟเลื่อนชั้นฟุตบอลลีก หรือคอมมิวนิตี ชิลด์ รวมถึงยังจัดงานอื่นอีกมายมาย อาทิ รักบี้, อเมริกันฟุตบอล, มวย, คอนเสิร์ตต่างๆ
แผนการเวลานี้ ได้รับไฟเขียวเปิดรับผู้ชมรอบแบ่งกลุ่มและรอบ 16 ทีมสุดท้าย แมตช์ละ 22,500 คน เทียบเป็น 25% ของความจุสนาม ส่วนรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศ จะมีการเผยตัวเลขใหม่อีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน
ยูโรหนนี้ เวมบลีย์เป็นเมืองเจ้าภาพแห่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์แพ็กเกจไฟนอลส์(จัดเกมรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ) ต่างจากสนามอื่นที่เป็นแพ็กเกจมาตรฐานทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าพิธีปิดการแข่งขันจะเกิดขึ้นที่นี่ด้วย
แมตช์ที่ใช้ในการจัดแข่งขัน เนื่องจากการถูกริบสิทธิ์เจ้าภาพของเบลเยียม ทำให้อังกฤษได้รับเกมในส่วนนี้มาจัดเพิ่ม รวมแล้วจะได้รองรับการแข่งขันถึง 8 แมตช์ มากกว่าที่อื่นทั้งหมด (3 แมตช์รอบแบ่งกลุ่ม, 2 แมตช์รอบ 16 ทีมสุดท้าย, 2 แมตช์รอบรองชนะเลิศ, 1 แมตช์รอบชิงชนะเลิศ)
แมตช์ที่จัดแข่งขัน
– 13 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี : อังกฤษ-โครเอเชีย
– 18 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี : อังกฤษ-สกอตแลนด์
– 22 มิถุนายน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี : สาธารณรัฐเช็ก-อังกฤษ
– 26 มิถุนายน รอบ 16 ทีมสุดท้าย
– 29 มิถุนายน รอบ 16 ทีมสุดท้าย
– 6 กรกฎาคม รอบรองชนะเลิศ
– 7 กรกฎาคม รอบรองชนะเลิศ
– 11 กรกฎาคม รอบชิงชนะเลิศ (พร้อมพิธีปิดการแข่งขัน)