บุ๊กสโตร์ – มิถุนายน เดือนประวัติศาสตร์ เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “คณะราษฎร” นำประเทศไทยพ้นจากสมบูรณาญา สิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเท่าเทียม
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2564 รำลึกการสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตย” กับปัจฉิมกาล 3 ผู้นำสำคัญคณะราษฎร บทความโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์

พระยาพหลพลพยุหเสนา-ผู้นำคณะราษฎร หัวหน้าคณะปฏิวัติคนแรกและคนเดียวที่“ยากจนผิดปกติ”, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, ปรีดี พนมยงค์ มือซ้าย-ขวาพระยาพหลฯ ที่ต้อง ลี้ภัยไปต่างประเทศ ด้วยเหตุทางการเมืองจนวันที่ถึงแก่อสัญกรรม และคำพูดสุดท้ายถึง “ประชาธิปไตย” ของร่วมกันสร้างขึ้นมา
ฉบับเดียวกันยังมีบทความน่าสนใจอื่นๆ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรป กับการเมืองสยาม หลัง 2475, ฉากมรณกรรมของหมื่นด้งนคร ในยวนพ่ายโคลงดั้น, บันทึกถึง “ผี” ในวรรณคดีของสุนทรภู่, ข้างสำรับเมียนมา อาหารพม่ามีสีสันเพราะอะไร ฯลฯ
…อ่านไปด้วยกัน “ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” วิเคราะห์หาคำตอบเส้นทางการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไทยที่ไม่เปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในปี 2475 เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความมุ่งหวังที่จะก่อร่างและลงหลักปักฐานระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยอมรับกันว่าชอบธรรมในระดับ สากล แต่ความมุ่งหวังและความพยายามนั้นกลับล้มเหลว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผลงานของ ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์ เล่มนี้ นำเสนอเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย 4 ครั้งสำคัญของไทย ในช่วงระยะเวลา 85 ปีที่ผ่านมา จากปี 2475-ปัจจุบัน (2560) เพื่อตอบคำถามที่ว่า เหตุใดไทยจึงไม่อาจจะสถาปนาและจรรโลงประชาธิปไตยให้มั่นคงได้ ทั้งที่ได้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง พร้อมเปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของตัวแสดงทางการเมือง ทั้งชนชั้นนำ กลุ่มเคลื่อนไหว และพลังฝ่ายอนุรักษนิยม

… ในวันที่โรคระบาดโควิด-19 ทำโลกสะเทือน ส่งผลกระทบต่อแทบทุกชีวิตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ “สำนักพิมพ์มติชน” ขอนำไปกางแผนรับมือด้วยสูตร “หลักสามอยู่” เสนอมาจาก “The Great Remake สู่โลกใหม่” ผลงานล่าสุดจากนักเศรษฐศาสตร์-นักเขียน สันติธาร เสถียรไทย
รับมือกับวิกฤตที่ทั้งเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจผูกพันกันแน่นแฟ้น มีความซับซ้อนสูงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อปรับตัวให้อยู่อย่างเท่าทันในยุคที่โรคระบาดยังเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับสังคมโลกนี้
“อยู่รอด”-ช่วงล็อกดาวน์ โจทย์สำคัญที่สุดของทุกคนคือการ “อยู่รอด” (Survival) เสมือนหลังเรือใหญ่แตก ทุกคนต่างตะเกียก ตะกายไม่ให้จมน้ำ หากเป็นเจ้าของธุรกิจ/ผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ต้องเน้นการลดต้นทุนต่างๆ ดูแลกระแสเงินสดให้ดีและรักษาคนในทีมให้ได้มากที่สุด
หากเป็นพนักงาน ต้องพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ที่สุดให้บริษัทเห็น โดยเข้าใจความท้าทายที่บริษัทกำลังเผชิญ อย่าแค่นั่ง “รอ” วันที่โลกจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
สำหรับภาครัฐ นโยบายต้องเน้นการเยียวยาโอบอุ้มธุรกิจและแรงงานให้พ้นช่วงที่จมน้ำให้ได้ โดยอาจใช้มาตรการทั้งการคลังและการเงินแบบ “บาซูก้า” คือมีขนาดใหญ่และรวดเร็วทันเวลา แม้บางครั้งต้อง “ฉีกตำรา” ลองทำสิ่งที่ไม่อยู่ในหนังสือบ้าง เช่น การจ่ายเงินชดเชยค่าแรงงานให้ภาคธุรกิจเพื่อไม่ให้ปลดพนักงานออก ซึ่งทำกันในหลายประเทศอย่างอังกฤษ เยอรมนี สิงคโปร์
“อยู่เป็น”-รับมือช่วง New Abnormal หัวใจของการรับมือคือการ “อยู่เป็น” คือรู้จักบริหารความเสี่ยง (Risk management) มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็ว (Resilient & Agile) ทั้งผู้เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร พนักงาน รวมไปถึงภาครัฐด้วย
สำหรับภาครัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องสร้างความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของการใช้วัคซีนเพื่อให้คนที่ควรฉีดพร้อมจะใช้วัคซีน (Demand) ทั้งนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดอัตราการเสียชีวิตให้เร็วที่สุด ทำให้การเปิดประเทศเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงด้านสาธารณสุขมากเกินไป
นอกจากนี้หากเกิดการระบาดอีกอาจต้องปรับยุทธศาสตร์จาก “บาซูก้า” เป็น “สมาร์ตบอมบ์” หมายความว่าปรับจากนโยบายที่ใช้ทั่วประเทศกับทุกคน เป็นมาตรการที่ใช้เฉพาะจุด-เฉพาะพื้นที่ เช่น หากมีการระบาดขึ้นใหม่ การปิดเมืองควรทำเป็นโซนๆ แล้วแต่ความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่โดยมีกติกาชัดเจน การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็สามารถ แบ่งได้ตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก-น้อยเช่นกัน
และ “อยู่ยืน”-เพื่อวันที่ปกติใหม่มาถึง คือการจินตนาการใหม่ (Reimagine) และปรับตัวอย่างถาวรเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว และควรถามตัวเองว่าอะไรที่เราอยากจะปรับมานานแล้วแต่ไม่ได้ ทำสักที
ยุทธศาสตร์ “อยู่ยืน” ต้องเริ่มทำตั้งแต่ก่อนจะเข้าช่วง New Normal เพียงแต่มา “เหยียบคันเร่งเต็มที่” ในช่วงนี้เมื่อปัจจัยภายนอกต่างๆ เริ่มนิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังคงเกี่ยวพันกับผู้เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร พนักงาน ภาครัฐ
โดยสรุปแล้ว “หลักสามอยู่” คือ “ระยะสั้น อยู่รอด, ระยะกลาง อยู่เป็น, ระยะยาว อยู่ยืน” เป็นหนึ่งในแนวทางรับมือทั้งสำหรับภาคเศรษฐกิจ องค์กรธุรกิจ จนถึงการใช้ชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจวิถีสังคมรูปแบบใหม่ อันเนื่องมาจากการปรับตัวเข้าสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อข้ามพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ และเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในระยะยาว พัฒนาตนเองให้เป็น “คนใหม่ในโลกยุคใหม่”
สำคัญ ต่อให้สถานการณ์โควิดผ่านพ้นไป สังคมรูปแบบใหม่ก็ย่อมมิได้สูญสลายตามโควิด เราทุกคนจึงต้องหันมาใส่ใจและปรับตัว รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวรนับจากนี้เป็นต้นไป
…อีกเล่มให้อ่านเอาเรื่องจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย “Futuration : เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต” ก้าวสู่โลกอนาคตที่กำลังไล่ล่าทุกคนด้วย “เทคโนโลยีดิจิทัล” เปลี่ยนโครงสร้างทุกวงการแบบวินาทีต่อวินาที ในหลายวงการกลายเป็น “การปฏิวัติ” สู่รูปแบบโครงสร้างใหม่ ทั้งเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และไลฟ์สไตล์ระดับปัจเจกที่กำลังถูกปรับเปลี่ยนไปตามนวัตกรรมต่างๆ
นำไปสู่การตั้งคำถามมากมายในประเด็น เช่น AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้คนตกงานนับล้านหรือไม่ / Big data ที่ทำให้เกิดการขโมยข้อมูลส่วนตัวไปโดยไม่ได้รับความยินยอม / Cryptocurrency ระบบการเงินดิจิทัล จะทำให้สกุลเงินสากลที่ใช้อยู่ระส่ำระสายในอนาคตหรือไม่ / Massive Open Online Course (MOOC) รูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะลดบทบาทของมหาวิทยาลัยในระบบการศึกษาดั้งเดิมหรือไม่ ฯลฯ
หาคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้จากหนังสือเล่มนี้ที่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ดร.สันติธาร ได้อธิบายถึงประเด็นที่น่าคิดต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยใช้รูปแบบจดหมายเขียนถึงลูกชายไว้เป็นหลักฐานถึง “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ อันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัล

…“ยุคทองล้านนา” หนังสือที่ วิชญา มาแก้ว จะพาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปยังดินแดนแห่งหุบเขาและสายน้ำอันอุดมสมบูรณ์ นาม ล้านนา ที่สามัญชนทั้งหลายได้ร่วมกันสร้าง ยุคสมัยอันรุ่งเรืองด้วยการค้า
ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ล้านนาซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรของป่าที่สำคัญได้เปิดประตูรับยุคสมัยแห่งการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นล้านนาที่ก่อตัวขึ้นจากเครือรัฐต่างๆ ในดินแดนหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นรัฐตอนใน ที่ไม่ติดทะเล แต่ได้อาศัยเครือข่ายระหว่างเมืองและรัฐในการ กระจายสินค้าและทรัพยากรจากดินแดนหุบเขาไปสู่เมืองท่าชายฝั่ง เพื่อส่งออกไปขายในตลาดการค้าใหญ่ของอาเซียน
ประกอบกับโครงสร้างสังคมและการปกครองของล้านนา ที่เอื้อให้ชนชั้นล่าง หรือไพร่ มีอิสระในการทำค้า-ทำการผลิต ทำให้ไพร่บางส่วนกลายเป็นทั้งพ่อค้า ช่างฝีมือ และบางคน ในพวกนี้สามารถสะสมทุนได้จากการค้าที่รุ่งเรือง และกระจายความมั่งคั่งผ่านการระดมทุนสร้างวัด อันทำให้เกิดการจ้างงาน การผลิต และการค้าอีกต่อหนึ่ง
ออนไลน์ไปพบกับทุกเล่มได้ที่เว็บไซต์ “สำนักพิมพ์มติชน” www.matichonbook.com
ผู้สื่อข่าวหรรษา