ภาวะ คับข้องใจ – มีความย้อนแย้งเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในพรรคภูมิใจไทยอย่างเห็นได้ชัด
เป็นความย้อนแย้งที่ ด้านหนึ่ง มีความอึดอัด คับข้องใจ เมื่อเห็นการถูกกีดกันมิให้เข้าไปมีบทบาทในการสัประยุทธ์ ต่อกรกับสถานการณ์ “โควิด” อย่างเต็มที่
ไม่ว่าในด้าน “บทบาท” ไม่ว่าในด้าน “การเงิน”
ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
แต่กลับถูก “กีดกัน” แย่งชิง “บทบาท”
ความแหลมคมเป็นอย่างสูงอยู่ที่การกีดกัน แย่งชิงมาจาก “นายกรัฐมนตรี”
ไม่เพียงแต่โดยอาศัยพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาเป็น “เครื่องมือ” ในการรวบ “อำนาจ” ไปอยู่ในมืออย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
หากแต่ยังเล่นบทเตะสกัดขาครั้งแล้วครั้งเล่า
เห็นได้ชัดจากการพยายามด้อยค่าข้อเสนอในแบบ “วอล์ก อิน” อันมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หากแม้กระทั่งบทบาทของ “หมอพร้อม” ก็ไม่ยอมให้พร้อม
ก่อให้เกิดอาการเคว้งคว้างกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ความพะอืดพะอมเป็นอย่างยิ่งก็คือพรรคภูมิใจไทยต้องทนรับกับความอึดอัด
รู้ทั้งรู้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกกีดกัน กลั่นแกล้ง ทั้งในด้านบทบาทและในด้านงบประมาณที่จะสร้างความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากในทางการเมือง
สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยกระทำได้ก็เพียงแต่ให้ นายชาดา ไชยเศรษฐ์ ออกมารำพึงรำพันประสานกับการร่ายยาวของ นายศุภชัย ใจสมุทร ในที่ประชุมรัฐสภา
แต่ที่สุดแล้วก็ยังต้องยกมือให้เหมือนกับเป็น “ฝักถั่ว”
บทบาทของพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นบทบาทที่แย้งขัดกับสภาพความเป็นจริง
กระทั่งนำไปสู่การเปรียบเปรยว่าเสมือนกับเป็นการแสดงละคร ตอนอภิปรายดุดัน เข้มข้นด้วยท่วงท่าในแบบ “ราชสีห์” แต่ในยามลงมติกลับกลายเป็น “หนู” ตัวน้อยน่าสงสาร
ยิ่งนาน ภาพแห่งความเป็น “หนู” ยิ่งกลายเป็นภาพแห่งการประจาน