ยังไม่ราบรื่น – ประชาชนมีความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างสูงเพื่อจะได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด นอกจากเพื่อชีวิตตนเอง ทั้งลดการติดเชื้อ บรรเทาอาการป่วย ป้องกันความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว ยังเพื่อความหวังทางเศรษฐกิจปากท้องด้วย
ดังที่ประสบกันแสนสาหัสมาตลอดปีเศษ ผลกระทบจากโรคระบาดนี้ ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักแทบทุกด้าน โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก
7 มิ.ย. วันแรกที่รัฐบาลกำหนดให้เริ่มฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติพร้อมกันทั่วประเทศ จึงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ยอดฉีด วันแรกราว 4 แสนคน หรือ 4 แสนโดสวัคซีน ถ้าเช่นนี้ทุกวัน เฉลี่ย 1 เดือน 12 ล้านโดส
แต่คำถามคือจะต่อเนื่องไปได้อีกแค่ไหน
รัฐบาลแถลงพึงพอใจยอดฉีดวัคซีนสะสมล่าสุดกว่า 4 ล้านโดสแล้ว พร้อมย้ำการ กระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมให้มากที่สุด ทุกจังหวัดต้องได้วัคซีน ไม่มีจังหวัดใดถูกทอดทิ้ง
โดยนายกรัฐมนตรียังยืนยันถึงเป้าหมายวัคซีน 100 ล้านโดส แบ่งเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส ซิโนแวค 6 ล้านโดส และมีแผนจัดซื้อเพิ่มอีก 8 ล้านโดส รวมกับวัคซีนไฟเซอร์ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันอีก 25 ล้านโดส
แต่ยังยอมรับมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องจัดส่งวัคซีน เนื่องจากไม่ได้มาครั้งเดียวทั้งหมดตามสัญญา แต่จัดส่งแบบทยอยเป็นรอบๆ เช่น สัปดาห์ต่อสัปดาห์ หรือเดือนต่อเดือน
ข้อจำกัดนี้ไม่ใช่แค่รัฐบาลกังวล แต่ประชาชนก็สงสัยต่อการบริหารจัดการวัคซีนเช่นกัน
หลังคิกออฟวัคซีนแห่งชาติทั่วประเทศ ปรากฏว่ายังพบปัญหาในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด และหลายโรงพยาบาล โดยมีจำนวนไม่น้อยต้องเลื่อนฉีดวัคซีนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หลายแห่งได้วัคซีนไม่เพียงพอ ส่วนกลางจัดสรรให้น้อย ไม่สอดคล้องกับจำนวนประชาชนในพื้นที่ บางพื้นที่มีวัคซีนฉีดได้เพียง 1-2 วัน หรือแค่เพียงสัปดาห์เดียว ยังต้องประเมินกันต่อสัปดาห์
ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องยังตอบคำถามอธิบายต่อสังคมไม่ชัดเจนเพียงพอ โดยเฉพาะจำนวนวัคซีนที่มีอยู่จริงในขณะนี้เท่าไหร่กันแน่ จะเพียงพอและฉีดต่อเนื่องในระดับ 3-4 แสนคนต่อวันได้หรือไม่
รัฐบาลยังต้องตั้งใจ จริงใจ และให้ความมั่นใจต่อประชาชนมากกว่านี้