ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด กลุ่มต้องห้ามรอก่อน – ดีเดย์ปูพรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิดทั่วประเทศผ่านไปแล้ว เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
นอกเหนือจากเสียงวิจารณ์เรื่องการกระจายวัคซีน ไม่ทั่วถึง วัคซีนมีจำนวนน้อยเกินไป ฯลฯ สำหรับประชาชนคนรอฉีดวัคซีนอีกจำนวนหนึ่งก็ยังคงมีความกังวลต่อไซด์เอฟเฟ็กต์ หรืออาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ที่โควิดกำลังระบาดระลอกใหม่อยู่ในขณะนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในผู้ป่วย
ปัจจุบันวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังใช้อยู่ และกำลังจะมีใช้ในประเทศไทยนั้น ประกอบด้วย 1.ซิโนแวค จากประเทศจีนเป็นวัคซีนที่ผลิตจากไวรัสที่ไม่มีชีวิต (เชื้อตาย) 2.แอสตร้าเซนเนก้า วัคซีนที่ใช้ไวรัส Adenovirus เป็นไวรัสที่ไม่ได้ก่อโรคในคน เข้าไปในเซลล์เพื่อผลิตภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโควิด-19
และที่กำลังเตรียมนำมาใช้ในประเทศไทย ทั้ง mRNA จาก ไฟเซอร์ หรือที่เราเรียกกันว่าวัคซีนไฟเซอร์ และ mRNA-1273 ของ โมเดอร์นา หรือ วัคซีนโมเดอร์นา เป็นวัคซีนที่ใช้เทคนิคชนิดใหม่อย่าง mRNA โดยการฉีดพันธุกรรมโมเลกุลที่เรียกว่า mRNA นอกจากนั้นยังมี ChulaVac วัคซีนที่ผลิตในประเทศไทย โดย ใช้เทคนิค mRNA แบบเดียวกันกับไฟเซอร์และโมเดอร์นา

ซิโนฟาร์ม จากประเทศจีน เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตาย เช่นเดียว กับ ซิโนแวค และ สปุตนิก วี จากรัสเซีย เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเทคโน โลยีเวกเตอร์ไวรัส (Viral Vector) เหมือนกับ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า คือ ใช้ไวรัสชนิดอื่นเป็นตัวพาสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุร แพทย์หัวใจ หัวหน้าศูนย์ตรวจสมรรถภาพหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการพูดถึงอย่างมากถึงผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งความจริงแล้วผลข้างเคียงมีน้อยมาก และส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หากชั่งน้ำหนักแล้วประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 นั้นมากมายกว่าหลายเท่า เพราะหากฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้เร็วเท่าไร ทุกคนก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้เร็วขึ้นเท่านั้น
สำหรับผลข้างเคียงจากวัคซีนโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งหลายคนค่อนข้างเป็นกังวลคือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งการเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดดำในสมอง หลอดเลือดดำที่ขา หรือเป็นสาเหตุให้ลิ่มเลือดเหล่านั้นหลุดแล้วไปอุดตันที่เส้นเลือดปอด ภาวะนี้เกิดขึ้นเพราะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเกล็ดเลือดในร่างกายของเราเอง ทำให้เกล็ดเลือดต่ำลงและกระตุ้นให้มีการสร้างระบบการแข็งตัวของเลือดขึ้นในร่างกาย แต่ภาวะนี้ไม่ได้เป็นภาวะที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนโควิด-19 เท่านั้น

ในทางการแพทย์ถือว่าภาวะนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากการรักษาโรคในระบบหลอดเลือดและหัวใจอยู่แล้ว ในขณะนี้ บางประเทศได้ยับยั้งการฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดนี้แล้ว เพื่อศึกษาเพิ่มเติมถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น
ส่วนภาวะที่คล้ายกับโรคของหลอดเลือดสมองซึ่งมีรายงานออกมาในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศไทย ยังเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่ได้รุนแรงที่ทำให้เกิดความพิการ และสามารถหายขาดจากภาวะเหล่านั้นได้ ก็ยังคงต้องติดตามผลกันต่อไป
ทั้งนี้การป้องกันการระบาดของโควิด-19 คือ ต้องให้ประชากรอย่างน้อย 60%-70% ขึ้นไปได้รับวัคซีน เพื่อปิดวงจรการระบาดทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรฉีดให้กับทุกคนที่ไม่มีข้อห้ามในการฉีด โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังที่มีความเสี่ยงสูงและมีอันตรายถึงชีวิตถ้าหากติดเชื้อโควิด-19 เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคปอด และโรคทางเดินทางหายใจ โรคไตเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

นพ.ชาติทนงกล่าวต่อว่า สำหรับคนที่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครั้งแรก หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนรุนแรง ผู้ที่เจ็บป่วยแบบเฉียบพลันและอาการยังไม่คงที่ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังและยังปรากฏอาการในปัจจุบัน เช่น โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาทบางชนิด ฯลฯ ผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งต้องรอประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ วัคซีนแต่ละชนิดอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้เหมาะสมเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น

“การหยุดความรุนแรงของโรคที่สำคัญคือ การหยุดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส เพราะการกลายพันธุ์อาจนำมาซึ่งการหลบภูมิคุ้มกันและวัคซีนจะไม่ได้ผล ดังนั้นการเตรียมตัวและเร่งฉีดวัคซีนให้ในคนที่ควรต้องฉีด หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนในคนที่มีข้อห้ามในการฉีด ย่อมจะทำให้ประสบความสำเร็จในการป้องกันโรค และความหวังของประชากรที่จะกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขก็จะอยู่ไม่ไกล” นพ.ชาติทนงกล่าว