เพลงยูโร2020‘We Are The People’ – ถูกเก็บเป็นความลับมานานกว่า 1 ปี ก่อนที่ We Are The People เพลงอย่างเป็นทางการสำหรับศึกฟาดแข้ง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 หรือ ยูโร 2020 จะถูกปล่อยออกมาให้ฟัง

เพลงเสร็จสิ้นก่อนที่การระบาดอย่างหนักของโควิดจะเกิดขึ้น แต่ต้องถูกเลื่อนการปล่อยเพราะบอลยูโร 2020 ต้องขยับหนีโควิดจาก ปีที่แล้วมาเป็นปีนี้
งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของ 3 ศิลปินแถวหน้าต่างวัย ต่างแนวดนตรี
โบโน่ นักร้องนักแต่งเพลง, ดิ เอดจ์ นักกีตาร์ ทั้งคู่จากวงร็อกระดับตำนาน ยูทู และ มาร์ติน แกร์ริกซ์ ดีเจโปรดิวเซอร์แนวอีดีเอ็ม ชาวเนเธอร์แลนด์ วัยเพียง 25 ปี เจ้าของเพลงดังอย่าง Animals, In the Name of Love

มาร์ติน แกร์ริกซ์ เริ่มทำเพลงนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในตอนที่เขาเริ่มฟังเดโม่ช่วงแรกๆ ก็รู้สึกได้ว่าในส่วนของกีตาร์นั้นให้ กลิ่นอายความเป็นยูทู ส่วนเสียงร้องก็ต้องเป็นโบโน่
ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มฝันถึงการได้ร่วมงานกับ วงร็อกระดับแถวหน้าจากไอร์แลนด์วงนี้ แต่ก็มองว่าการจะได้ร่วมงานกันจริงๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
แกร์ริกซ์เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นผู้จัดการของผมบอกประมาณว่า คุณลองติดต่อไปก่อนได้นะ ถ้าคุณติดต่อไปมันยังมีโอกาส แต่ถ้าคุณไม่ติดต่อโอกาสมันก็เท่ากับเป็นศูนย์”

ยังดีที่แกร์ริกซ์เชื่อคำแนะนำ ทำให้โอกาสมาเยือนตรงหน้า เพราะหลังจากที่ส่งอีเมล์ไปหาร็อกเกอร์ดังเพียง 6 ชั่วโมง ก็ได้รับสายจากโบโน่ที่โทร.กลับมา
“ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมต้องแอบกรี๊ดแบบไม่มีเสียงด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะกลับมาคุยแบบปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและในตอนที่ คุยกันเพียงครั้งแรก โบโน่ก็มีไอเดียเรื่องเสียงร้องมาแนะนำด้วย มันแบบเหลือเชื่อมากๆ” ดีเจดังเปิดใจให้ฟัง
ความสมบูรณ์แบบของเพลงนี้ที่เกิดขึ้นในหัวของเขาเริ่มเป็นจริง เมื่อโบโน่ และ ดิ เอดจ์ ตอบตกลง
โดยการร่วมงานครั้งนี้ ก้าวไปถึงจุดที่โบโน่ร่วมเขียนเนื้อเพลงและแต่งทำนอง ใน ขณะที่ดิ เอดจ์ เป็นคนเติมท่อนที่มีกีตาร์เข้าไปกลายมาเป็นความลงตัวของทั้ง 3 ศิลปิน
พวกเขาเข้าห้องอัดกันที่โมนาโก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แกร์ริกซ์บอกว่าจะไม่มีวันลืม เจ้าตัวบอกถึงความตื่นเต้น ในตอนนั้นว่า “ผมนี่แบบขนลุกตลอดเวลาที่อยู่ในสตูดิโอ”

สำหรับร็อกเกอร์รุ่นเก๋าโบโน่พูดเกี่ยวกับงานชิ้นสำคัญนี้ว่า “เสียงดังกึกก้องของ ฝูงชนคือสิ่งที่หลอมรวมเอาดนตรีกับฟุตบอลเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งสองส่วนเจอความยากลำบากจากไวรัสร้ายที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เราคิดว่าเพลงของเรามาในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แม้ว่าจะอยู่ในการแข่งขันก็ตาม และแม้แค่ การจัดหาเพลงมาให้ในวันที่ยอดเยี่ยมได้ ก็เป็นเกียรติแล้ว ส่วน มาร์ติน แกร์ริกซ์ นั้นเป็นยอดมนุษย์ตัวจริง”

ด้านกีตาร์มือหนึ่งอย่างดิ เอดจ์กล่าวว่า “ตอนนี้ทุกคนก็ได้ รู้แล้วว่าพวกเราทำอะไรกันในช่วงที่ ต้องล็อกดาวน์ พวกเราสนุกสนานกันมากที่ได้ร่วมงานกับมาร์ตินในเพลงนี้ แล้วตัวผมเอง ก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะได้นั่งดูแบบติดหนึบกับ บอลยูโร เสียดายที่ไอร์แลนด์ไม่ได้ผ่านเข้ารอบมาชิงชัย แต่ผมก็ยังมีที่ให้ทีมอื่นเข้ามาอยู่ในหัวใจนะ เวลส์! สู้ สู้”
แกร์ริกซ์ยังบอกอีกว่า “ดนตรีคือสิ่งที่ผมรัก และผมก็เป็นแฟนกีฬาฟุตบอลตัวยงด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พิเศษมากสำหรับผมที่สามารถมาทำเพลงให้กับศึกฟุตบอลยูโร
และการสร้างผลงานเพลงสำหรับเทศกาลกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลกร่วมกันกับโบโน่และดิ เอดจ์ เป็นประสบการณ์ที่สุดยอด ผมภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้ที่เราทำร่วมกันมากและในที่สุดก็จะได้แบ่งปันให้ทุกคนฟัง”

เพลงปล่อยออกมาพร้อมกับมิวสิควิดีโอที่ทั้งสามศิลปิน ร่วมแสดง โดยถ่ายทำกันที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งในเอ็มวีและเพลงทำงานร่วมกันสร้างเรื่องราวเชิงบวกและเป็นแรงบันดาลใจ ที่ดี
เอ็มวียังได้พูดถึง เจสัน แม็กเคเทียร์ ที่ทำประตูชัยให้กับไอร์แลนด์ในการแข่งขันกับเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2001 ซึ่งส่งผลให้ไอร์แลนด์ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ตอนนั้นเกิดขึ้นวันเดียวกับการแสดง Elevation Tour ของยูทู ที่ Slane Castle ซึ่งผู้ชมได้ชมเกมบนหน้าจอขนาดใหญ่ ก่อนที่วงจะเริ่มเล่น เรียกได้ว่าเป็นโชว์ที่น่าจดจำอย่างแท้จริง
แกร์ริกซ์เล่าว่า “ผู้กำกับฯ เอ็มวีของผม โอลเล นัตสัน ได้ดู คอนเสิร์ต Live From Slane เมื่อตอนที่เขายังเด็ก มันเป็นช่วงเวลา ที่ทรงพลังมาก และมันก็อยู่กับเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาชอบ ช่วงเวลาที่โบโน่ห่อหุ้มตัวเองด้วยธงชาติไอริชและบอกกับคนดูว่า ‘หลับตาและจินตนาการว่าคุณคือ เจสัน แม็กเคเทียร์’ เขารับหน้าที่ ตามล่าหาเจสันที่ลอนดอนและขอให้มาเป็นส่วนหนึ่งของเอ็มวี และเราก็ตื่นเต้นกันมากเมื่อเจสันตอบตกลง

เราถ่ายทำโดยมีส่วนต่างๆ แล้วก็มีการนำเอาฟุตเทจของคอนเสิร์ตกับฟุตเทจการยิงประตูชัยของเจสันที่สวมเสื้อเบอร์ 7 มารวมกัน ครั้งนั้นนั่นเป็นประตูชัยที่เอาชนะเนเธอร์แลนด์ได้ และยังเป็นประตูที่แสดงให้เห็นถึงความสุขความอิ่มเอมใจของกีฬาฟุตบอล และข้อความเฉลิมฉลองของเพลงนี้ สำหรับโอลเลการที่สามารถเชื่อมต่อจุดต่างๆ เหล่านี้ได้ก็คือความฝันที่เป็นจริง”
เพลงนี้ทำให้พวกเรานึกถึงบททดสอบที่โลกกำลังเผชิญอยู่ แต่ก็ยังพยายามรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นเพลงที่เราสามารถร้องตามได้ไม่ว่าจะมาจากไหน โดยเฉพาะในยุโรปที่การแข่งขันจะมุ่งเน้นไปที่ความสนใจของคนทั้งโลก
We Are The People หวังที่จะสะท้อนให้เห็นถึงพลังงานบวก ความหวัง และความมุ่งมั่นที่จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกทีม เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนถึงการนำเสนอความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เหมาะกับธีมของ UEFA EURO 2020 : Unity

นี่ยังครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของยูโรที่มีการแข่งขัน ทัวร์นาเมนต์แบบทั่วทั้งทวีป กับ 11 เมืองเจ้าภาพ อันได้แก่ อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, บากู อาเซอร์ไบจาน, บูคาเรสต์ โรมาเนีย, บูดาเปสต์ ฮังการี, โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก, กลาสโกว์ สกอตแลนด์, ลอนดอน อังกฤษ, มิวนิก เยอรมนี, โรม อิตาลี, เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย และเซบีญา สเปน ซึ่งได้สอดแทรกคอนเซ็ปต์ของความสามัคคีเอาไว้
สำหรับเพลงประจำการแข่งขันศึกลูกหนังบอลยูโรนั้น เริ่มมีครั้งแรกเมื่อปี 1992 จนมาถึง We Are The People นับเป็นเพลงที่ 8 ซึ่งตอนนี้การแข่งขันกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องของเหล่าแฟนบอลทั่วโลก ส่วนบทเพลง We Are The People ที่รวมเอากีฬาและดนตรีมาเป็นหนึ่ง ก็ดังกึกก้องไม่แพ้กัน
ชมเอ็มวีได้ที่ https://youtube/kGT73GcwhCU