หัวเลี้ยวหัวต่อ – คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เพิ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี
พร้อมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 จากเดิมร้อยละ 3 ลดลงเกือบครึ่ง เหลือ ร้อยละ 1.8 ส่วนปี 2565 ปรับลดจากร้อยละ 4.7 เหลือร้อยละ 3.9
การปรับลดดังกล่าวดูสภาพเศรษฐกิจตามความเป็นจริงแล้ว หลังจากได้รับผลกระทบจากโรคระบาดรอบสาม จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งภายในและจากภายนอกลดลงมาก
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดิมคาดว่าจะได้ 3 ล้านคน ตอนนี้เหลือ 7 แสนคน แม้รัฐบาลมีแผนเปิดเมืองภูเก็ตเพื่อนำร่อง ยังต้องรอดูสถานการณ์อีกพักใหญ่
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ กนง.ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งฉีดวัคซีนแข่งกับยอดผู้ติดเชื้อ ให้ได้
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ต้องอาศัยการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงโดยเร็ว รัฐบาลจึงถูกคาดหมายว่าจะจัดการหาวัคซีนหลักและรองมาได้ไว
แต่ข้อมูลที่เพิ่งได้รับคือ วัคซีนทางเลือกสองบริษัทที่ได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา กว่าจะมาถึงไทยได้ ต้องรอถึงไตรมาส 4
เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงสาเหตุที่นำเข้าได้ช้า กลับได้รับคำตอบว่าจะไปบังคับให้บริษัทผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายเร่งส่งมาเร็วไม่ได้ และไม่ใช่ความผิดของหน่วยงานรัฐ
เมื่อประชาชนถามว่าเหตุใดราคาวัคซีนที่รัฐนำเข้าจึงมีราคาแพงกว่าชนิดอื่น ได้รับคำตอบสั้นๆ ว่าไม่แพง ซื้อตามราคาตลาด จำเป็นต้องใช้ และทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย
คําอธิบายเหล่านี้ช่วยทำให้การรับรู้ของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลในการจัดหาวัคซีน น่าเชื่อมั่นขึ้นหรือไม่ รัฐบาลน่าจะประเมินเองได้
รัฐบาลเน้นย้ำว่า จัดหาวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 100 ล้านโดสแล้ว สำหรับประชาชน 50 ล้านคน
ตรงกับเป้าหมายว่าประชาชนร้อยละ 70 ของประเทศจะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายในสิ้นปี 2564
แต่เมื่อมีปัจจัยแทรกเรื่องการปรับวันส่งมอบวัคซีนตัวหลักของประเทศ การระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ รัฐบาลช่วยรักษาความเชื่อมั่นไม่ให้สั่นคลอนหรือไม่