ทะเลเน่าเพิ่ม-ชายฝั่งพัง794ก.ม. – ทำเนียบรัฐบาล – เมื่อวันที่ 13 ก.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบรายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยปี 2563
พบว่ามีกิจกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ การใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่งผลให้เกิดน้ำทิ้ง น้ำเสีย และขยะ จนทำให้เกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น ส่วนกิจกรรมที่มีแนวโน้มลดลง ได้แก่ การขนส่งและพาณิชย์นาวี เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวทางทะเล และนาเกลือ เนื่องจากโรคโควิด-19 ระบาด
ด้านแนวปะการังทั้งสิ้น 149,025 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลาง พบปะการังเกิดการฟอกขาวระดับปานกลางในฝั่งอ่าวไทย ส่วนฝั่งทะเลอันดามันเกิดปะการังฟอกขาวในระดับเล็กน้อย หญ้าทะเลมีเนื้อที่รวม 104,778 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 ของเนื้อที่หญ้าทะเลในปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 90,397 ไร่
ส่วนสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์พบว่า มีการพบเห็นสัตว์ทะเลหายากเพิ่มขึ้น เช่น พบการวางไข่ของเต่าตนุ เตากระ และเต่ามะเฟือง เพิ่มขึ้น โดยพบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ถึง 16 รัง พบโลมาและวาฬเพิ่มขึ้นเป็น 3,025 ตัว แต่พบการเกยตื้นของสัตว์ทะเลหายากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะที่ป่าชายเลนมีพื้นที่ประมาณ 1.73 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 200,000 ไร่ ส่วนดัชนีคุณภาพน้ำทะเลส่วนใหญ่ร้อยละ 71 อยู่ในเกณฑ์ดี แต่บางพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบนมีสภาพเสื่อมโทรม เช่น ปากแม่น้ำระยอง ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชายฝั่งทะเลบ้านแหลม จ.เพชรบุรี เนื่องจากเป็นแหล่งชุมชนและมีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น
สำหรับขยะทะเลพบว่า บริเวณปากแม่น้ำในหลายพื้นที่ เช่น บางปะกง ท่าจีน แม่กลอง พบปริมาณขยะลอยน้ำ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพิ่มมากกว่าปี 2562 เนื่องจากโควิด-19 มีบริการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนการกัดเซาะชายฝั่ง ในปี 2562 ประเทศไทยมีความยาวชายฝั่งทะเล 3,151.13 กิโลเมตร มีชายฝั่งที่ประสบปัญหาการถูกกัดเซาะระยะทาง 794.37 กิโลเมตร สาเหตุจากการทำลายแนวป้องกันตามธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลน หาดทราย และแนวปะการัง การก่อสร้างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัดพาของตะกอนหรือการเคลื่อนที่ของคลื่น