เป็นอะไรมากมั้ยรัฐบาลไหวรึเปล่า? – เป็นหัวข้อถกเถียงกันสนั่นเมือง
หลังจากคณะกรรมการโรคติดต่อ แห่งชาติ มีมติให้ฉีดวัคซีนโควิดต่างชนิดร่วมกันได้ พร้อมสั่งการด่วนทุกโรงพยาบาลเริ่มทันที
การฉีดวัคซีนต่างชนิดนี้ เรียกกันว่าสูตรสลับ สูตรผสม สูตรไขว้
หลักการคือผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 1 ให้ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า เป็นเข็มที่ 2 โดยเว้นห่างกัน 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่กำลังระบาดหนัก
“การใช้วัคซีนไขว้ สลับสับเปลี่ยนหรือตามซ้ำต่างยี่ห้อต่างเทคนิค กลายเป็นเรื่องสนุกสนานหรรษาไปตามกัน กลายเป็นเรื่องพูดกันไม่รู้จบและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบาย” หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.จุฬาฯ ระบุ
สูตรไขว้จะได้ผลต้านสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้เพราะเพิ่งเริ่ม ส่วนใครกล้าเสี่ยงฉีดหรือไม่ อาจต้องคิดหนัก
เพราะหลังจากคณะกรรมการโรคติดต่อฯ มีมติว่าฉีดได้ ฉีดแล้วดี
ข้ามวันปรากฏว่าหัวหน้าคณะนักวิทยา ศาสตร์ ประจำองค์การอนามัยโลก เตือนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันโดยจับคู่วัคซีน จากผู้ผลิตหลายรายมาผสมกันถือเป็น “แนวโน้มที่อันตราย”
เพราะยังมีข้อมูลการวิจัยอยู่น้อยมาก จนไม่อาจทราบได้ถึงผลข้างเคียงว่ามีอย่างไรบ้าง
จึงเป็นกระแสความนิยมค่อนข้างเสี่ยง อยู่ในขั้นปราศจากข้อมูลหลักฐานใดๆ มา สนับสนุนเรื่องนี้
ส่วนในไทย หมอเรวัต วิศรุตเวช ส.ส.เสรีรวมไทย อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ตั้งข้อสังเกตงานนี้ “มีดีลพิเศษอะไรหรือเปล่า?”
เพราะการปรับสูตรฉีดวัคซีนใหม่ ซิโนแวค 1 ตามด้วยแอสตร้าฯ อีก 1 คือการตอกย้ำผลศึกษาทดลองและการใช้จริงของวัคซีนซิโนแวคในหลายประเทศรวมถึงไทย
ว่าประสิทธิภาพไม่ดีพอจะยับยั้งการระบาด ป้องกันการติดโรค ป่วยและ เสียชีวิต โดยเฉพาะกับสายพันธุ์เดลตา จึงต้องเปลี่ยนสูตรฉีดใหม่ทั้งที่ข้อมูลอ้างอิงมีน้อย ไม่เพียงพอ
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมรัฐบาลยังดึงดันใช้วัคซีนซิโนแวคและสั่งเพิ่มอีก 10.9 ล้านโดส?
เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ให้ประชาชนสงสัยได้อย่างไรว่ามีการดีลพิเศษอะไรหรือเปล่า?
คนไทยไม่ใช่หนูทดลอง
รัฐบาลเป็นอะไรมากไหม ไหวหรือเปล่า?
มันฯ มือเสือ