วิจารณ์ พลฤทธิ์ – หากย้อนกลับไปเมื่อราว 21 ปีที่แล้ว นักมวยที่ชื่อ “วิจารณ์ พลฤทธิ์” แฟนหมัดมวยชาวไทยคงนับคนได้ที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะนักชกเสื้อกล้ามทีมชาติไทย
แม้ว่าในปี 1999 กับกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่บรูไน วิจารณ์ ซึ่งชกในฐานะทีมบี จะก้าวไปถึงเหรียญทอง รุ่น 54 ก.ก. แต่เนื่องจากยุคนั้นเป็นช่วงเฟื่องฟูของวงการเสื้อกล้ามไทย ทำให้เหรียญทองนี้ไม่เป็นที่จดจำนัก

กระทั่งถึงการควอลิฟายด์มวยสากลโอลิมปิกเกมส์ 2000 ที่ ออสเตรเลีย สมจิตร จงจอหอ ฟอร์มไม่ดี ประกอบกับประมวลศักดิ์ โพธิ์สุวรรณ ประกาศอำลาทีมชาติ ดังนั้นหวยจึงมาลงที่วิจารณ์ แต่กระนั้นยังไม่มีความคาดหวังใดกับนักชกรายนี้บนทัวร์นาเมนต์ระดับโลก โดยถูกมองว่าเป็นเพียง “มวยแทน”
ที่สำคัญการประกบคู่และแบ่งสายต้องเจอกระดูกชิ้นโต ไม่ว่าจะต้องดวลกับแชมป์โลก รวมถึงเจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก 1994 ยิ่งตอกย้ำให้ภาพชัดขึ้นว่า “มวยแทน” รายนี้คงไปไม่ไกล
วิจารณ์ทำให้วลีที่ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” เกิดขึ้นจริง!! รอบแรกไล่ทุบ วาร์ดัน ซาการ์ยัน (เยอรมนี), ด้วยรอบสองชนะคะแนน แอนดรูว์ คูเนอร์ (แคนาดา), รอบสามสร้างความฮือฮาด้วยการอัดแชมป์โลกจากคิวบาอย่าง มานูเอล มันติญา และรอบรองชนะเลิศเฉือน วลาดิเมียร์ ไซโดเรนโก (ยูเครน)
จากนั้นรอบชิงชนะเลิศโค่น บูรัต ยูมาดิลอฟ เหรียญเงินโอลิมปิกที่แอตแลนตา ชาวคาซัคสถาน ผงาดขึ้นคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ 2 ประวัติศาสตร์นักกีฬาไทยต่อจาก สมรักษ์ คำสิงห์
แม้ชีวิตหลังเลิกชกมวย วิจารณ์จะไม่ได้เดินบนเส้นทางบันเทิงเหมือนรุ่นพี่อย่างสมรักษ์ แต่มีชีวิตที่เรียบง่ายด้วยการติดยศพันตำรวจโท ตำแหน่งสารวัตร อำนวยการ สถานีตำรวจภูธรอุตรดิตถ์ และกลับไปทำไร่ส้มที่จ.สุโขทัยบ้านเกิด
ถึงวันนี้ วิจารณ์ยังถูกจดจำในฐานะฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกไม่เสื่อมคลาย และทำให้เห็นว่า “มวยแทน” ไม่ใช่แค่ไปชกแทน แต่นี่อาจเป็นหนทางสำหรับการก้าวขึ้นไปเป็นวีรบุรุษของชาติ