โรงแรมทั่วประเทศอาการยังโคม่าสมาคมโรงแรมจับมือแบงก์ชาติสำรวจกิจกรรมโรงแรมทั่วประเทศยังอยู่ในขั้นโคม่า เกินครึ่งมีสภาพคล่องเหลือแค่ 1-3 เดือน โรงแรมปิดกิจการชั่วคราวเกือบ 20% อัตราเข้าพักภาพรวมมีแค่ 10% ภาคเหนือ-ใต้กระอักสุดเข้าพักแค่ 6%

นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการโรงแรมเดือนมิ.ย.2564 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ 200 แห่ง ระหว่างวันที่ 14-27 มิ.ย.2564

พบว่ามีโรงแรมปิดกิจการชั่วคราว 19.5% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.ซึ่งปิดกิจการชั่วคราว 20.3% ส่วนโรงแรมที่ยังเปิดกิจการปกติมี 41% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 38.2% ของเดือนก่อน ขณะที่โรงแรมที่เปิดบางส่วนมีสัดส่วน 39.5% ลดลงเล็กน้อยจาก 41.5%

เมื่อเจาะเฉพาะโรงแรมที่ปิดกิจการชั่วคราวในเดือนมิ.ย.พบว่าส่วนใหญ่เป็นโรงแรมในภาคใต้ที่ปิดกิจการมาแล้วมากกว่า 1 ปี โดย 75% คาดว่าจะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งหลังไตรมาส 4/2564 เป็นต้นไป

“โรงแรมยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 10% แม้จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 6% แต่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะภูมิภาคที่พึ่งพาการท่องเที่ยวทั้งภาคใต้และภาคเหนือ อัตราเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน แต่ยังอยู่ในระดับต่ำมากที่ 6%”

นางมาริสากล่าวและว่า ส่วนภาคอีสานมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13% ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศเดือนก.ค.นี้จะทรงตัวอยู่ที่ 12% จากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นของโรงแรมในภาคใต้เป็นสำคัญ และจากการสำรวจโรงแรมที่เปิดกิจการอยู่ทั้งหมด พบว่ากว่า 49% รายได้ยังกลับมาไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19

ด้านสภาพคล่องของธุรกิจโรงแรมพบว่า 58% มีสภาพคล่องลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และ 68% มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน ในจำนวนนี้มี 26% สภาพคล่องเพียงพอไม่ถึง 1 เดือน กระจายอยู่ในทุกภาค

ขณะที่การจ้างงาน ผลสำรวจระบุว่าผู้ประกอบการโรงแรมกลับมาจ้างงานเฉลี่ย 53% ของช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 หากไม่รวมกลุ่มที่ปิดกิจการชั่วคราวจะเฉลี่ย อยู่ที่ 59% และเมื่อดูสัดส่วนแรงงานที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ภาคใต้มีแรงงานที่ฉีดวัคซีนแล้วสูงสุดที่ 62% จากโรงแรมในภูเก็ตเฉลี่ยอยู่ที่ 83% เป็นสำคัญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน