หงุดหงิด ไม่พอใจ – สถานการณ์การเมืองทำให้วลี “นายกฯพระราชทาน” หวนกลับมาดังอีกวาระหนึ่ง

โดยพื้นฐานทำให้หลายคนเกิดนัยประหวัดไปยังสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ประสานเข้ากับสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

นั่นก็คือสถานการณ์การไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

จากนั้นก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ จากนั้นก็ได้นายกรัฐมนตรีคนเก่าหวนกลับมาอีกหนคือ นายอานันท์ ปันยารชุน

เพียงแต่บรรยากาศในเดือนกรกฎาคม 2564 ต่างออกไป

นั่นก็คือ เกิดสภาพการณ์แห่งความเอือมระอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปะทุอย่างรุนแรง

กระหึ่มแห่งเสียงร้องตะโกน “ออกไป ออกไป” ดังกึกก้องตั้งแต่เกิดแฟลชม็อบเมื่อเดือนธันวาคม 2562 มาแล้ว และต่อเนื่องมาเกือบตลอดปี 2563

ยิ่งประสบเข้ากับสถานการณ์ “โควิด” ยิ่งดังกึกก้อง

ปมเงื่อนอยู่ตรงที่เมื่อหงุดหงิดไม่พอใจต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็หงุดหงิดและไม่พอใจหากจะได้คนแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาอีก

จึงได้เลยเถิดไปถึงการต้าน “นายกฯพระราชทาน” ดังกระหึ่ม

ความจริง หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามระบบแล้วก็ย่อมจะต้องมีขึ้นได้

เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยก็มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ พรรคเพื่อไทยก็มี นายชัยเกษม นิติสิริ

แต่โอกาสของ นายชัยเกษม นิติสิริ ริบหรี่เป็นอย่างยิ่ง

ประการสำคัญก็คือ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่กลไกอย่าง 250 ส.ว.ก็ยังมีอยู่ พรรคพลังประชารัฐก็ยังดำรงคงอยู่

ในที่สุดก็ต้องหาคนแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หวนกลับมาอีก

ความหมายในการต้านแม้กระทั่งจะเกิดสถานการณ์ “นายกฯพระราชทาน” จึงมีที่มาที่ไป

ที่มาหนึ่งเพราะความรู้สึกเข็ดหลาบต่อนายกรัฐมนตรีในแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาหนึ่งเพราะว่าเมื่อ 250 ส.ว.ยังอยู่นั่นเท่ากับ “ระบอบประยุทธ์” ยังอยู่

ความหงุดหงิดและไม่พอใจจึงรวมศูนย์ไปยัง “ระบอบประยุทธ์”อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน