ต้องเร่งวัคซีนด้วย – บังคับใช้แล้วตามที่รัฐบาลยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด จากเดิม 13 จังหวัด เพิ่มอีก 16 จังหวัด รวมเป็น 29 จังหวัด
โดยส่วนใหญ่ยังเป็นจังหวัดอยู่ใกล้กรุงเทพฯ จุดศูนย์กลางแพร่ระบาดโรค กับอีกบางส่วนในภาคเหนือและภาคอีสาน เป็นผลมาจากผู้ติดเชื้อกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา
ศบค.อธิบายชี้แจงหลังยกระดับแล้ว จะพิจารณาผลการกำกับติดตามในระยะ 2 สัปดาห์ หากผลการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาจผ่อนคลายข้อกำหนด
แต่หากยังไม่ดีขึ้นและน่าเป็นห่วง ก็ยืดมาตรการไปถึงสิ้นเดือน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นกังวลในวงกว้างแม้ยกระดับควบคุมพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้า ยังขาดวัคซีนคุณภาพดี มีไม่เพียงพอและ หลากหลายแล้ว จะฟื้นตัวจากสถานการณ์ใน ขณะนี้ได้อย่างไร
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุจำนวนการได้รับวัคซีน ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ถึงวันที่ 2 ส.ค.2564 รวมกว่า 18 ล้านโดส แยกเป็นเข็มแรกกว่า 14 ล้านโดส และเข็มสอง 4 ล้านโดส
ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบต่อสัดส่วนประชากรทั่วประเทศ ฉีดไปได้ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ยังห่างไกลจากที่รัฐบาลประกาศย้ำอยู่เสมอ ต้องฉีดให้ครอบคลุมประชากร 70 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปีนี้
จากข้อมูลดังกล่าวยังคงตอกย้ำเรื่องวัคซีนไม่เพียงพอ และขาดคุณภาพที่ดีในการป้องกันโรค
แม้เร็วๆ นี้ สหรัฐอเมริกาบริจาควัคซีนคุณภาพดี ชนิด mRNA จำนวน 1.5 ล้านโดส แต่การจัดสรรต้องมุ่งเน้นในภาวะฉุกเฉินจริงๆ โดยเฉพาะบุคลากรด่านหน้า กับกลุ่มเปราะบางทั้งหลาย
ขณะที่การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะวัคซีน ตัวหลัก 61 ล้านโดส ที่ต้องทยอยส่งมอบให้ครบภายในสิ้นปีนี้
จากที่เคยสัญญาส่งให้เดือนละ 10 ล้านโดส กลับเหลือแค่ 5-6 ล้านโดสต่อเดือนเท่านั้น จึงต้องนำมาสู่สูตรฉีดแบบไขว้ หรือที่เคยบอกกับสังคมว่าจะเจรจากับผู้ผลิตให้จำกัดการส่งออกไปต่างประเทศ จนถึงขณะนี้คืบหน้าถึงไหนแล้ว
ดังนั้น ตราบใดล็อกดาวน์แล้ววัคซีนยังไม่เพียงพอ หรือคุณภาพต่ำเกินไป ล็อกไปก็ยังไม่เห็นผลดีที่ชัดเจน