เจ็บไม่จบ – ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของไทยทะลุ 2 หมื่นคนอย่างไม่น่าประหลาดใจ แต่น่ากังวลใจ
เนื่องจากอยู่ในช่วงล็อกดาวน์เข้มข้นใน 13 จังหวัดตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. และเพิ่มเป็น 29 จังหวัดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม
ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปเห็นว่าตัวเลข ผู้ติดเชื้อเกิน 2 หมื่นคนอาจมีมานานแล้ว เพียงแต่การตรวจหาเชื้อยังมีจำกัด
ฝ่ายค้านตรวจสอบพบว่า ศักยภาพในการตรวจ RT-PCR ของไทยอยู่ที่ 70,000 ตัวอย่างต่อวัน และไม่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย.
อีกทั้งข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังยืนยันตัวเลขการตรวจแต่ละสัปดาห์ นับจากวันที่ 11 ก.ค. ยังไม่ถึง 7 หมื่นคน
ปั จจุบันอัตราการตรวจพบเชื้อโควิดในประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 24 และแนวโน้มกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นการล็อกดาวน์จึงถูกตั้งคำถามว่า มีประสิทธิภาพพอหรือไม่ หรือกำลังสูญเปล่า
รัฐบาลถูกประท้วงอยู่รายวันและถูกเรียกร้อง ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอยู่ทุกวัน
ทั้งมีตัวอย่างในประเทศจีนที่โรคกลับมาระบาดขณะนี้เนื่องจากสายพันธุ์เดลตา จะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ล็อกดาวน์พร้อมกับตรวจหาเชื้อประชาชนขนานใหญ่
ในที่นี้หมายถึงการตรวจทุกบ้านและทุกคน
คําแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และประชาชนทั่วไปคือรัฐบาลจะตรวจเชิงรุกมากขึ้น อีกมาก
เพราะเมื่อแยกผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ ออกไปได้เร็วเท่าไรจะชะลอหรือยุติการระบาดให้ได้เร็วมากเท่านั้น
หากไม่มีการตรวจขนานใหญ่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง อาการครึ่งๆ กลางๆ เหล่านี้จะทำให้ผู้ไม่ติดเชื้อ รวมถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรือป่วยเพิ่มตามไปด้วย
ยิ่งอัตราการฉีดวัคซีนของไทยยังต่ำ ผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกมีสัดส่วนร้อยละ 15 และผู้ที่ได้รับครบโดสยังไม่ถึงร้อยละ 6 ของประชากร
นับยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะฉีดเข็มแรก ให้ได้ถึงร้อยละ 70 ภายในสิ้นปีนี้
หากการตรวจเชื้อและการฉีดวัคซีนยังขยับช้าเช่นนี้ จะไม่ทำให้การล็อกดาวน์มีผลทางบวก กลายเป็นมีแต่เจ็บแล้วไม่จบ