คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ยิ่งนับวันการถอนตัวของพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะยิ่งยากลำบาก
ไม่ว่า “กลุ่มทะลุฟ้า” จะยกขบวนไปหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะต่อเนื่องไปหน้าพรรคประชา ธิปัตย์ ด้วยท่าทีอันกราดเกรี้ยว รุนแรง
เผาหุ่นและสาดสีเข้าไปยังสัญลักษณ์ของพรรค
ยิ่งขบวน “คาร์ม็อบ” อันจัดสรรโดย “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ไปสาดสีและวางศพเกลื่อนหน้าตึกสำนักงาน “ซิโนทัย” ยิ่งร้อนแรง และแหลมคม
เป้าหมายอาจเพื่อให้ “ถอนตัว” แต่จะเป็นตรง กันข้าม

คําตอบของทุกคำถามสัมผัสได้จากร่างพระราชกำหนด “นิรโทษกรรม” เหมาเข่ง
แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะประกาศอย่างต่อเนื่องว่ามิได้มีส่วนในเรื่องการจัดหา “วัคซีน” หรือการบริหารจัดการกระจาย “วัคซีน” โดยตรง
เพราะเป็นข้อกำหนดมาจาก “ศบค.”
คนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ไม่ว่าจะเป็น นายศุภชัย ใจสมุทร ก็บรรเลงเพลงบทเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่อง
คำถามก็คือ ประชาชนเชื่อตามไปกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
คําตอบของคำถามนี้เห็นได้จากปฏิกิริยาของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังพื้นที่หน้าบริษัท “ซิโนทัย” ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งบนย่านซอยรางน้ำมีความแจ่มชัด
แจ่มชัดในบทบาทและความหมายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
เป็นความหมายที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคได้นำพาพรรคภูมิใจไทยให้เป็นส่วนหนึ่งในการค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ค้ำยันในลักษณาการเดียวกันกับ “ล่มหัว จมท้าย”
สถานการณ์ “โควิด” ส่งผลสะเทือนไปยังสถานการณ์ทาง “การเมือง” อย่างไม่ต้องสงสัย
เป็นผลสะเทือนที่ทำให้ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ถลำเข้าไปในผลประโยชน์เดียวกันกับพรรคพลังประชารัฐ
จิตหนึ่งใจเดียวเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา