อ่านพลังสามัญชนคนธรรมดา
บุ๊กสโตร์
“สามัญชน” คำนี้ พจนานุกรมฉบับมติชน ให้ความหมายไว้ว่า “คนธรรมดาทั่วไปซึ่งมิได้มีศักดิ์ฐานะเป็นเจ้านายหรือเชื้อพระวงศ์” และห้วงเวลานี้ที่ถ้วนหน้าสามัญชนในสังคมไทยผนึกพลังถามหาความชอบธรรมในการคงอยู่ในอำนาจต่อไปของผู้นำรัฐบาลท่ามกลางความยับเยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าของประชาชนในสภาพที่หาความจริงแท้โปร่งใสอันใดมิได้เลย
“สำนักพิมพ์มติชน” เสนอหนังสือเรื่องราวของ “สามัญชน” ผู้อาจหาญต้านชนชั้นเจ้านาย เพื่อกำลังใจแข็งแกร่งหนักแน่น ไม่สยบการถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นธรรม

…“นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม” สมัยแรกเกิดของวิชาประวัติศาสตร์ในประเทศสยามต้องถือว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์) เป็นสามัญชนที่เด่นมากคนหนึ่ง แต่ชื่อเสียงของเขาถูกชนชั้นสูงผู้มีอิทธิพลต่อการสร้างประวัติศาสตร์กระแสหลักทำลายโดยกล่าวหาว่าเป็นนัก “กุ” หรือปลอมแปลงประวัติศาสตร์ หนักหนากว่านั้นถูกตราหน้าไม่พอ ยังทำให้ถูกจับเข้าโรงพยาบาลคนเสียจริตอีกด้วย
งานของ บุญพิสิฐ ศรีหงส์ เล่มนี้ จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่อธิบายว่า การกล่าว หาเช่นนั้นมีความคลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง บอกเล่าเรื่องราวประวัติชีวิตของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ในบางแง่มุมที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อนหรือรับรู้ในวงจำกัด
รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กล่าวใน คำนิยมว่า “เรื่องที่ถือเป็นปมจินตภาพสำคัญ คือเรื่องที่กลุ่มชนชั้นนำสยามกล่าวหาว่า ก.ศ.ร.กุหลาบชอบอวดอ้างสร้างเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เป็นผู้ลักคัดเรื่องพงศาวดารและเรื่องเก่าแก่โบราณจากหนังสือของหอหลวง แล้วนำไปแทรกข้อความปลอมแปลงให้แตกต่างจากต้นฉบับก่อนนำไปพิมพ์จำหน่าย ในสายตาของชนชั้นนำสยามเห็นว่า การประพฤติเช่นนี้เป็นการสร้างความรู้ที่ผิดให้กับสังคม จนคำว่ากุ จากชื่อ กุหลาบกลายเป็นคำแสลงในความหมายของการสร้างเรื่องเท็จ โดยเฉพาะ “เรื่องหนังสือหอหลวง” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขียนขึ้นและนำมารวมตีพิมพ์ในนิทานโบราณคดี กลายเป็นเอกสารสำคัญที่ประทับตรา กุ ให้ ก.ศ.ร.กุหลาบ เสมอมา”
อีกจุดเด่นของ “นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม” คือการนำผู้อ่านเข้าไปสู่งานเขียนจำนวนมากที่ไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ที่ผู้เขียนค้นพบ ดังที่อาจารย์ฉลอง สุนทราวาณิชย์ กล่าวไว้ในคำนำเสนอ
“ความกระจ่างที่เกิดขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คงอีกไม่นานที่บทบาทและสถานะทางประวัติศาสตร์ของปัญญาชนคนสามัญของไทยอย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ และคนอื่นๆ จะมีพื้นที่ยืนอยู่ในความทรงจำร่วมที่เป็นประวัติศาสตร์ชาติของไทยอย่างมั่นคง”

… “แรงงานวิจารณ์เจ้า” ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ บอกเล่าถึงยุคสมัยที่หาผู้หาญกล้าวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองได้ยากเฉกเช่นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “ถวัติ ฤทธิเดช” ผู้นำกรรมกรรถรางที่หลายคนให้สมญานามว่า วีรบุรุษคนแรกของขบวนการกรรมกรไทย คือหนึ่งในคนที่ยืนหยัดต่อสู้ในเชิงหลักการและเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการยื่นฎีกาเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่ชนชั้นกรรมกรพึงได้รับ และตั้งคำถามที่มาก่อนกาลถึงความฉ้อฉลของผู้ถืออำนาจรัฐในขณะนั้น
หลังการปฏิวัติสยาม 2475 แม้กลุ่มผู้ถืออำนาจรัฐจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ถวัติยังคงเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ไม่ให้รัฐบาลหรือนายทุนมากระทำการกดขี่และขูดรีดชนชั้นกรรมกร ด้วยอุดมการณ์ที่หนักแน่นนี้ จึงนำไปสู่กรณี “คดีพระปกเกล้า” ที่ถวัติยื่นฟ้องคดีอาญาต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ “ทรงบริภาษใส่ความเป็นการหมิ่นประมาทข้าพเจ้า” เพราะถวัติเชื่อว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์กระทำผิด ผู้ถูกประทุษร้ายหรือเสียหาย มีอำนาจฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้
“เราประสงค์แต่จะตักเตือนพระบรมวงษานุวงษ์ในเมืองไทย…ถ้าการกระทำของพระองค์รุนแรงมากไปแล้ว จักเปนที่ระคายเคืองพระราชหฤทัยมิน้อย ขอให้ทรงเข้าพระทัยไว้เถอะว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชวงษ์ของเรานี้ ย่อมไม่ทรงยอมให้ใครใช้อำนาจจนเกินไป ถ้าอำนาจชนิดนี้หมดไปได้จริงแล้ว บ้านเมืองของเราจะได้เจริญเท่าเทียมเพื่อนบ้านเขาบ้าง”

…“ยุคทองล้านนา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสามัญชน” หนังสือของ วิชญา มาแก้ว ที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล เขียนไว้ในคำนำ “การศึกษาประวัติศาสตร์แบบเดิมของล้านนา…วิเคราะห์พลังความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์เป็นเพราะพระบรมเดชานุภาพ อาณาจักรจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมสลายขึ้นอยู่กับกษัตริย์ แนวทางวิเคราะห์เช่นนี้ละเลยบทบาทของสามัญชนคนชั้นล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้ฐานรากของอาณาจักร”
หนังสือเล่มนี้จะเผยให้เห็นบทบาทของสามัญชนต่อเศรษฐกิจการค้าในล้านนา ยุคทอง พาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปยังดินแดนแห่งหุบเขาและสายน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ที่สามัญชนทั้งหลายได้ร่วมกันสร้างยุคสมัยอันรุ่งเรืองด้วยการค้า
ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ล้านนาซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรของป่าที่สำคัญได้เปิดประตูรับยุคสมัยแห่งการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้านนาที่ก่อตัวขึ้นจากเครือรัฐต่างๆ ในดินแดนหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐตอนในที่ไม่ติดทะเล ได้อาศัยเครือข่ายระหว่างเมืองและรัฐในการกระจายสินค้าและทรัพยากรไปสู่เมืองท่าชายฝั่ง เพื่อส่งออกไปขายในตลาดการค้าใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประกอบกับโครงสร้างสังคมและการปกครองของล้านนาที่เอื้อให้ชนชั้นล่างหรือไพร่มีอิสระในการทำค้า-ทำการผลิต ทำให้ไพร่บางส่วนกลายเป็นทั้งพ่อค้า ช่างฝีมือ และบางคนในพวกนี้สามารถสะสมทุนได้จากการค้าที่รุ่งเรือง และกระจายความมั่งคั่งผ่านการระดุมทุนสร้างวัดอันทำให้เกิดการจ้างงาน การผลิต และการค้าอีกต่อหนึ่ง

…“ปลดแอกชาติ จากศักดินา-(ราชา)ชาตินิยม” ฐนพงศ์ ลือขจรชัย นำย้อนดูประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ ชาติไทย ที่พบว่า ชาติ ไม่ได้มีความหมายว่าประชาชน อย่างที่ท่องจำกันมา แต่ที่จริงข้างในความหมายของชาติกลับมีสิ่งแปลกปลอมฝังตัวอย่างแนบแน่น และทำให้ชาติไม่ได้เป็นของประชาชน
ย้อนรอยประวัติศาสตร์นับตั้งแต่คำว่า ชาติ ถูกใช้แปลคำว่า Nation และดูการเปลี่ยนแปลงความหมายในสงครามยื้อยุด ชาติ ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ ซึ่งอาจทำให้มองเห็นภาพสังคม-การเมืองไทยที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
“นับตั้งแต่ “ชาติ” อุบัติขึ้นในประเทศไทย มันได้กลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองที่บ้าเลือด แต่ลี้ลับไม่มีใครรู้เห็น เพราะมันซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมของปัญญาชนราชสำนัก และชนชั้นนำที่พรางตาราษฎร ผู้เป็นเจ้าของประเทศ
กำปั้น หยดเลือด และน้ำตา ในสงครามยุดแย่งชาติของราษฎรที่ถูกปกปิดในประวัติศาสตร์ฉบับทางการจะถูกเปิดเผย เรื่องราวการย่ำยีบีฑาบนสังเวียนการเมือง และการปิดศพวีรชนประชาธิปไตยด้วยใบบัวของศักดินาจะถูกเปิดโปงใน ปลดแอกชาติ จากศักดินา-(ราชา)ชาตินิยม”

…“ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับสิงหาคม 2564 ชวนติดตามบรรดาศักดิ์ของเหล่าพระสนม หรือ “ภรรยา” พระเจ้าแผ่นดิน ที่มีตำแหน่งคุ้นหูอย่าง เจ้าจอม, เจ้าจอมมารดา, เจ้าคุณพระ ฯลฯ ที่มาถึงปัจจุบันที่ ปรับเปลี่ยน เพิ่ม ลด หรือเลิก ซึ่งเป็นไปตามสภาพสังคม การเมือง และพระราชนิยม
และบทความน่าสนใจ อาทิ ตามหาบ่อน้ำวิเศษ “โกนิคจุฬาลงกรณ์” สถานะพิเศษในยามศึก, ปราสาทประตูทอง บายนบนอาคาร และงานมหกรรม, ปริศนาเมล็ดพืชโบราณ จากแหล่ง เรือจม พนมสุรินทร์, คำพื้นบ้านเขมรยังเป็นราชาศัพท์ไทย ประสาอะไรกับอาหาร และ ฯลฯ
เดินทางออนไลน์ไปพบทุกเล่มและอีกหลากหลายหนังสือเบิกเนตรถึงพลังสามัญชนคนธรรมดาที่ www.matichonbook.com
ผู้สื่อข่าวหรรษา