คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
บอกเป็นส่วนๆ – รัฐบาล ตลอดจนผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหารจัดการแก้วิกฤตโควิด ทั้งในศบค. และกระทรวงสาธารณสุข ดูเหมือนพึงพอใจสถานการณ์ขณะนี้
โดยรัฐบาลเปิดเผยผลหารือล่าสุดกับผู้ผลิต วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า วัคซีนหลักของไทย ยืนยันจะเร่งส่งมอบวัคซีนที่เหลือให้ครบ 61 ล้านโดส ภายในเดือนธ.ค.2564 นี้อย่างแน่นอน
เมื่อรวมกับวัคซีนทุกประเภทที่จัดหามาได้ จะทำให้สิ้นปีมีวัคซีนรวมกันเกินกว่า 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร 60 ล้านคน เร็วกว่าแผนเดิมตั้งเป้าไว้ 50 ล้านคน ถือเป็นข่าวดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้เร็วขึ้น
หากเป็นเช่นนั้นจะลดภาระระบบสาธารณสุข ช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติ และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
ทว่าข้อมูลอีกชุดของรัฐบาลและศบค. เกี่ยวกับแผนฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนส.ค.-ธ.ค.2564 ระบุวัคซีนหลักจะถูกส่งมาให้เดือนละ 6 ล้านโดส จึงเกิดคำถามว่าภายในสิ้นปีจะครบ 61 ล้านโดสได้อย่างไร จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้เร็วหรือไม่
เมื่อดูจำนวนผู้ได้รับวัคซีนจนถึงวันที่ 23 ส.ค. รวม 77 จังหวัดทั่วประเทศฉีดแล้วกว่า 27 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มแรกราว 20 ล้านโดส เข็มสอง 6.2 ล้านโดส และเข็มสาม 5 แสนกว่าโดส
ในทางมาตรฐาน การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต้องนับเฉพาะที่ฉีดวัคซีนครบโดส หรือ 2 เข็ม กรณีของไทยขณะนี้ 6.2 ล้านโดส หรือแค่ราว 12 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งประเทศ
ทั้งในจำนวนนี้ยังไม่รวมวัคซีนชนิดที่รับมือเชื้อกลายพันธุ์ไม่ได้แล้ว ถือว่ายังห่างไกลจากภูมิคุ้มกันหมู่
จากการสื่อสารของรัฐบาลสร้างความกังขา เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางอีกครั้ง ยิ่งกรณีล่าสุดอาจสร้างความเข้าใจผิดเราเข้าใกล้การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว
มองในแง่ดีเข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจต้องการสร้างความเชื่อมั่น จึงเลือกสื่อสารแต่สิ่งที่ดีในแง่บวก เลือกบอกเป็นส่วนๆ หรือเพื่อต้องการปกปิดสถานการณ์และข้อเท็จจริงหรือไม่
ตั้งแต่เมื่อคราวโควิดเริ่มรุนแรงต้นปี 2563 เรื่อยมาจนถึงการระบาดระลอกใหม่เดือนเม.ย.2564 เป็นต้นมา ได้เรียนรู้หรือไม่ การสื่อสาร การบอกความจริงไม่ครบ คือส่วนหนึ่งนำมาสู่การแก้วิกฤตล้มเหลว
เพราะจนถึงวันนี้รัฐบาลยังคงแก้ปัญหา และสื่อสารต่อสังคมด้วยวิธีการเดิมๆ