รบ.ตั้งวอร์รูมสู้
‘เสธ.ไก่’ไม่พลิก
นั่งเลขาฯสมช.
วิป 3 ฝ่ายเคาะซักฟอก 4 วัน 31 ส.ค.-3 ก.ย. โหวตชี้ชะตา 4 ก.ย. ‘แรมโบ้อีสาน’ ลุยตั้งวอร์รูมนอกสภา พิทักษ์นายกฯ-5 รมต.โฆษกรัฐบาล-พปชร.รุมฉะเพื่อไทย ผุดแคมเปญไล่นายกฯ เล่นการเมืองข้างถนน โฆษกพท.เผย ประชาชนลงชื่อผ่านเว็บ วันเดียวกว่า 2 หมื่นคน ชาติไทยพัฒนายันโหวตหนุนแก้รธน.วาระ 3 พรรคเล็กจวกยับพรรคใหญ่งุบงิบ มีวาระซ่อนเร้น ฮึ่มยื่นศาลรธน.วินิจฉัย แก้ไขไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ภูมิใจไทยปัดยังไม่มีแนวคิดยื่นตีความ ‘เสธ.ไก่’ พล.อ. สุพจน์ มาลานิยม ไม่พลิกโผ ข้ามจากเสธ.ทหาร นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่
วิป 3 ฝ่ายเคาะวันซักฟอก
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย มีการประชุมเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยมีนาย สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม มีตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน อาทิ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เข้าร่วมหารือ
น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะตัวแทนประธานวิปรัฐบาล แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติ ดังนี้ จะประชุมกันตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. และลงมติในวันที่ 4 ก.ย. โดยวันที่ 31 ส.ค.-2 ก.ย.จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00- 00.30 น และวันที่ 3 ก.ย.ประชุมตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. จากนั้นเป็นการอภิปรายสรุปของผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งตามกฎหมายต้องให้เสร็จสิ้นก่อนเวลา 24.00 น. และลงมติวันที่ 4 ก.ย. เวลา 10.00 น. การอภิปรายครั้งนี้ รวมเวลาทั้งหมด 58.30 ชั่วโมง โดยฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 40 ชั่วโมง เพื่ออภิปรายอย่างเต็มที่ ฝ่ายรัฐบาลและครม.ชี้แจง 18.30 ชั่วโมง
สลค.แจ้งครม.เลื่อนประชุม
ขณะที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งให้ครม.ทราบว่าตามที่ที่ประชุมวิปรัฐบาลร่วมกับวิปฝ่ายค้าน กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรี รวม 4 วัน โดยจะเริ่มวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย. และลงมติวันที่ 4 ก.ย. ดังนั้น จึงเลื่อนวัน ประชุมครม.จากวันอังคารที่ 31 ส.ค. เป็น วันจันทร์ที่ 30 ส.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 6 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
‘แรมโบ้’จ่อตั้งวอร์รูมนอกสภา
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะตั้ง วอร์รูมนอกสภา โดยมีคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง ทุกพรรคการเมืองซีกรัฐบาล ร่วมรับมือญัตติของฝ่ายค้าน คอยทำหน้าที่ในการหาข้อมูลสนับสนุนและพิทักษ์ปกป้องนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 6 คน ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีตนเป็นหัวหน้าทีมตอบโต้ฝ่ายค้าน และมีนักกฎหมายไว้เตรียมการดำเนินคดีกับส.ส.ฝ่ายค้าน ในกรณีที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี ใช้หลักฐานอันเป็นเท็จและโจมตีจาบจ้วงก้าวล่วงดูหมิ่นดูแคลนสถาบันเบื้องสูง
วอร์รูมนอกสภาจะทำงานเชิงรุกตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งไม่ใช่การคุกคามหรือข่มขู่ แต่เพื่อป้องปรามและส่งสัญญาณเตือนถึงฝ่ายค้านว่าอย่าได้อภิปรายนอกลู่นอกทางหรือสร้าง หลักฐานอันเป็นเท็จ ตลอดจนอย่าก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันอย่างเด็ดขาดอาจจะโดนดำเนินคดีมาตรา 112 ได้
“การที่ฝ่ายค้านเขียนญัตติใช้ภาษาที่ทุเรศอัปยศอดสูที่สุด เสมือนดูถูกประชาชน ไม่เคยมีฝ่ายค้านยุคไหนที่ใช้ภาษาดูหมิ่นดูแคลนผู้นำประเทศ และไม่ยอมใช้วิธีเล่นการเมืองยึดกติกาในสภาตามระบอบประชาธิปไตย แต่เล่นการเมืองเถื่อนนอกสภา โดยใช้แคมเปญลงชื่อไล่ล่านายกฯ วิธีการนี้เป็นพรรคฝ่ายค้านที่เลวร้าย ใจอำมหิต เป็นความคิดที่ชั่วช้าสารเลวของพรรคเพื่อไทย ในยุคตกต่ำที่สุด” นายเสกสกลกล่าว
โฆษกรัฐอัดแคมเปญไล่นายกฯ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเปิดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาล ผ่าน https://www.change.org/prayutgetout ในหัวข้อ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” เพื่อร่วมแสดงพลัง และเจตจำนง ไม่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกต่อไป ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นกลไกหนึ่งในการตรวจสอบรัฐบาลตามระบอบประชาธิป ไตยของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่การเชิญชวน พี่น้องประชาชนให้ร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาลด้วยนั้น ฝ่ายค้านต้องทบทวนให้ดีว่าเหมาะสมหรือไม่
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลควรเป็นเรื่องที่ดำเนินการภายในที่ประชุมสภา ไม่ควรนำไปขยายผลออกไปสู่นอกสภา หากฝ่ายค้านมั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอก็นำมาแสดงและอภิปราย จากนั้นยังสามารถยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อตามขั้นตอนได้อีกด้วย อยากให้การอภิปรายเป็นไปด้วยเหตุและผลไม่ใช่ใช้เป็นเวทีสาดโคลนใส่กัน รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยเช่นกัน
‘สิระ’ซัดเล่นการเมืองข้างถนน
ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุเสียงข้างมากของส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล รวมกับเสียงของส.ว. ค้ำจุนการอยู่รอดของรัฐบาลและการดำรงอยู่ในตำแหน่งของนายกฯนั้น นายธนกรกล่าวว่า การกล่าวหาดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติส.ว. และเพื่อนส.ส.ในซีกรัฐบาลเกินไปหรือไม่ ส.ว.ย่อมมีดุลพินิจของตัวเอง ไม่มีใครไปบังคับหรือสั่งการได้ ส.ส.รัฐบาลก็เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน ศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่วันนี้สิ่งที่ค้ำจุนรัฐบาล อยู่คือความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คิดนโยบายต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม
นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ถามว่าพรรคเพื่อไทยไม่เชื่อมั่นระบบรัฐสภาหรืออย่างไร ทั้งที่ตัวเองเป็น ส.ส. หรือเคยทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จ หรือว่าข้อมูลที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มีอะไร กลวงหรืออย่างไร ส.ส.ต้องเป็นตัวอย่างกับประชาชนในการเชื่อมั่นระบบรัฐสภา ดังนั้น ขอให้พิจารณาตัวเองแล้ว ลาออกจากการเป็นส.ส. เพราะหากไม่พอใจอะไรจะได้ไปเข้าชื่อ ถามว่าบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร ตัวเองยังไม่ศรัทธาระบบรัฐสภาแล้วจะไปให้นายกฯลาออกได้อย่างไร หรือถนัดเล่นการเมืองข้างถนน
พท.ลุยปลุกกระแสต่อเนื่อง
ด้านน.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยเปิดแคมเปญ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” คู่ขนานไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยหลังจากเปิดตัวกิจกรรมไป 24 ชั่วโมง พบว่ามีผู้ลงชื่อไล่พล.อ.ประยุทธ์ร่วม 20,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ มากที่สุด รองลงมาเป็นภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศไม่อาจรับได้กับการมีอยู่ของนายกฯ คนนี้อีกต่อไป เพราะไร้ซึ่งความสามารถ ทุกด้าน หมดแล้วซึ่งอำนาจความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำประเทศ
จากนี้ไปจะมีการรณรงค์และเชิญชวน พี่น้องประชาชน มาร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหลากหลายกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การแต่งกายด้วยชุดดำ การผูกริบบิ้นสีดำที่รถที่ใช้ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนของ ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ด้วยเฟรม “ไล่ประยุทธ์” ในโซเชี่ยลมีเดียของ ส.ส.ผู้สมัคร ส.ก.และสมาชิกพรรค รวมทั้งขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์แคมเปญที่บริเวณที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อสะท้อนพลังทางสังคมที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนตัวนายกฯ
“ส่วนที่คนในฝั่งรัฐบาลบอกว่าการออกแคมเปญนี้ไม่เหมาะสม รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์อยู่ได้เพราะความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนนั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่รับฟังเสียงของประชาชน แม้จะท่องไว้ในใจเสมอว่าตนเองนั้นมาจากการเลือกตั้ง แต่เนื้อแท้นั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในหัวใจ เพราะหากมีความเป็นประชาธิปไตยจริง เสียงของประชาชนทุกคนย่อมมีความหมายเสมอ” น.ส.อรุณีกล่าว
เตรียมพร้อมชำแหละรบ.โอหัง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่โอหังคลั่งอำนาจ ตามที่ฝ่ายค้านบรรจุคำกล่าวหานี้ไว้ในญัตติ เนื่องจากรัฐบาลมั่นใจจะควบคุมโควิด-19 ได้ จึงบริหารงานด้วยความประมาท ไม่สนใจต่อคำทักท้วงแนะนำหรือตักเตือนของส.ส. โดยนายกฯ รวบอำนาจ ไม่กระจายอำนาจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีความชำนาญเข้ามาร่วมคิดแก้ปัญหา
รวมถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พูดต่อสภาว่าไตรมาสที่ 3 คนไทยจะมีวัคซีนเต็มแขน เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นความจริง กระบวนการจัดซื้อถูกครหาเรื่องคุณภาพและราคาที่ไม่สมเหตุผล รัฐบาลไม่ควรจะคิดมีนอกมีใน เพราะเรื่องนี้คือชีวิตของประชาชน ควรทำด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้
เมื่อรัฐบาลเคยบอกว่าสามารถตอบคำถามทุกอย่างได้ ถามเมื่อไรก็ตอบได้ ฝ่ายค้านก็พร้อมอภิปรายเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มั่นใจครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลแน่นอน ส่วนประชาชนสามารถร่วมกันลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา ไปพร้อมกับในสภา จึงเชิญชวน “ลงมติประชาชน รวมพล #ไล่ประยุทธ์” ร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาลผ่าน https://www.change.org/prayutgetout
ภูมิใจไทยย้ำจุดยืนแก้รธน.
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ….. แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ในวาระ 3 ว่า หลังจากที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ลงมติเห็นด้วยในวาระ 2 ตามที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสียงข้างมากเสนอ ให้เริ่มนับไป 15 วัน โดยเริ่มจากวันที่ 26 ส.ค. และต้องดูความพร้อมของสมาชิกในการนัดวันลงมติอีกครั้ง
รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ประชุมหารือร่วมกันว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรในการพิจารณาวาระ 3 ต้องรอให้มีการประชุม ส.ส.ของพรรคก่อน เพราะในวาระ 2 พรรคภูมิใจไทยได้งดอภิปราย และงดออกเสียง เนื่องจากเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน และความคิดของเราวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน ส่วนภายหลังการพิจารณาวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่มีแนวความคิดที่จะร่วมมือกับพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ากมธ.แก้ไขเพิ่มเติมเกินจากหลักการที่ให้ไว้หรือไม่
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า หลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 2 พรรคก้าวไกลก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากรอการพิจารณาวาระ 3 และที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลไม่เคยบอกว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยเคยพูดไว้ แนวทางของเราคือการยื่นญัตติด่วนเรื่องขอให้รัฐสภาวินิจฉัยตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ที่เสนอโดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และตอนนี้จบไปแล้ว
ชทพ.ยันลงมติรับวาระ 3
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนา สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา ผ่านการพิจารณาวาระ 2 มาแล้ว และจะลงมติเห็นด้วยในวาระ 3 เหตุผลสำคัญคือ ระบบการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบนั้นเป็นแนวทางที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้วางไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และเป็นระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้ง่าย
แม้ว่าขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนา ถือเป็นพรรคขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก เสียเปรียบกับระบบเลือกตั้งดังกล่าว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ตนมองว่าถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้องพัฒนานโยบายเพื่อแข่งขันในสนามเลือกตั้ง หากรัฐสภา ลงมติวาระ 3 และไม่มีผู้ใดยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ และรอการประกาศเป็นกฎหมาย
จากนั้นจะมีพรรคการเมืองเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยเลือกตั้งส.ส. โดยข้อกำหนดต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ดังนั้น จะไม่เกินเดือนมี.ค.65 แม้จะมีกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชนและเสนอให้นายกฯ อนุมัติ เพราะเป็นกฎหมายการเงิน เชื่อว่าจะมีผู้เสนอร่างแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ร่วมด้วย เพราะเนื้อหายังมีปัญหา กรณีการกำหนดให้ทำไพรมารีโหวต
พรรคเล็กเฉ่งขาใหญ่สมคบคิด
เมื่อเวลา 12.20 น. นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ที่เพิ่งพ้นไป มีแนวโน้มส่งสัญญาณการสมคบคิดแก้ไขเพื่อประโยชน์พรรคใหญ่ การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคเห็นว่าจะใช้บัตรเลือกตั้งกี่ใบก็ได้ แต่การเพิ่มส.ส.เขต ลดส.ส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้พรรคที่มีทุนหนาได้ประโยชน์ จะเกิดระบบเผด็จการรัฐสภา พรรคเล็กสูญพันธุ์ ควรใช้ระบบคู่ขนาน หรือการจัดสรรปันส่วนมาใช้คำนวณส.ส.
ถ้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบในระบบนี้ ผลเลือกตั้งจะมี 1 หรือ 2 พรรคได้เสียงข้างมาก ไม่มีการถ่วงดุลจากพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก พรรคใหญ่สามารถงุบงิบ มีวาระซ่อนเร้นได้ ถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีบางอย่างส่งสัญญาณหรือมีวาระซ่อนเร้น ไม่โปร่งใส เกรงจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต เหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 ที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งทางการเมืองนำไปสู่การรัฐประหาร และ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้อีก อยากเตือนสติการพิจารณาวาระ 3 ขอให้คิดให้ดี
โหวตแพ้-ยื่นศาลรธน.ตีความ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเล็กในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีแนวทางโหวตคว่ำวาระ 3 หรือไม่ นายโกวิทย์กล่าวว่า พรรคเล็กมี 2 แนวทางคือ งดออกเสียงกับไม่เห็นด้วย แต่ ไม่ลงมติเห็นด้วยแน่นอน ต้องประชุมหารือกันในพรรคเล็กอีกครั้งเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน
ต่อข้อถามว่าหากโหวตวาระ 3 แพ้ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายโกวิทย์กล่าวว่า กำลังหารือกันอยู่ แต่มั่นใจว่าเสียงพอยื่นแน่ เพราะพรรคเล็กทั้งพรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคประชาชาติ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ รวมกันแล้วมีประมาณ 20 เสียง รวมกับพรรคภูมิใจไทยที่มี 50 กว่าเสียง รวมแล้วมี 70 กว่าเสียง เพียงพอจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงจะหารือกับพรรคก้าวไกลด้วยว่าจะร่วมเข้าชื่อด้วยหรือไม่ โดยจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ชอบ แต่จะมีเนื้อหาอย่างไรขอไปหารือกันก่อน เชื่อว่าหากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จมีสัญญาณว่าพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยจะจับมือตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลอยู่จะตัดสินใจถอนตัวหรือไม่ นายโกวิทย์กล่าวว่า ขอรอดูข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนว่า รัฐมนตรีจะตอบชี้แจงได้หรือไม่
‘บิ๊กตู่’ตั้ง‘เสธ.ไก่’นั่งเลขาฯสมช.
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘เสธ.ไก่’ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสมช.ที่จะเกษียณวันที่ 30 ก.ย. ตามที่ พล.อ.ณัฐพล เป็นคนเสนอชื่อ โดยจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา พล.อ.สุพจน์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 22 ยังมีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี จะเกษียณปี 2566 และเป็นนายทหารคนที่ 5 ที่โอนย้ายจากกองทัพ มาเป็นเลขาธิการ สมช. ก่อนหน้านี้คือ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา และพล.อ.ณัฐพล
รายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในที่ประชุมสมช.ว่า “ต้องขอโทษด้วยกับคนที่ไม่ได้ขึ้น เดี๋ยวผมจะตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าซี 11 ให้” ซึ่งพบว่ารองเลขาธิการ สมช.ที่มีความอาวุโสสูงสุดขณะนี้คือ นางศิริวรรณ สุคนธมาน