โลกขอมักเกิ้ลระบบบ้านในโรงเรียน – หากมีใครถามว่ารู้จักการศึกษาระบบบ้านหรือ “House System” หรือไม่ หลายคนอาจขมวดคิ้วสงสัยว่าคืออะไร
หากอธิบายเป็นคำลอยๆ อาจไม่เห็นภาพ ลองค่อยๆ หลับตาแล้วปลดปล่อยจินตนาการพุ่งผ่านชานชาลาที่ 9¾ นั่งรถไฟไปที่ฮอกวอตส์ โลดแล่นอยู่ในโลกเวทมนตร์กันชั่วขณะ นึกถึงกิจกรรมบ้านคัดสรร (House Sorting ) ในหนัง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ภาคแรก คงนึกออกทันทีกับฉากที่เด็กปี 1 แต่ละคนต้องทยอยมานั่งให้หมวกคัดสรรเลือกว่าจะได้อยู่บ้านไหนใน 4 บ้านนี้ ได้แก่ กริฟฟินดอร์ สลิธีรีน เรเวนคลอ และฮัฟเฟิลพัฟ โดยแต่ละบ้านจะมีจุดเด่นและตัวตนที่ต่างกันไป ฝึกการใช้ชีวิต เรียนรู้ผ่านการอยู่ ร่วมกัน เวลาเรียนหรือทำกิจกรรมต่างๆ จะทำในฐานะตัวแทนบ้าน ชนะก็ชนะด้วยกัน แพ้ก็แพ้ด้วยกัน สร้างความรู้สึกผูกพันและเป็นส่วนหนึ่ง ของกันและกัน

ระบบ House System นี้มีอยู่ในชีวิตจริงของเหล่ามักเกิ้ล (คนธรรมดา) นับเป็นมรดกตกทอดจากประเทศอังกฤษที่ใช้กันอย่าง แพร่หลายในโรงเรียนประจำ ส่งต่อมาถึงโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง ในไทย รวมถึงโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ
คริสโตเฟอร์ นิโคลล์ส หรือ ครูใหญ่คริส ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนอธิบายว่า “House System คือ ระบบที่เกิดจากโรงเรียนกินนอนในอังกฤษ ในบ้านแต่ละหลังจะมีเด็กนักเรียนทุกชั้นเรียนมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีทั้งพี่ทั้งน้อง ทั้งเพื่อน กินข้าว แลกเปลี่ยนพูดคุย ดูแลกัน ฝึกการทำงานเป็นทีมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การแข่งกีฬา แข่งดนตรี วิชาการฯลฯ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ที่คอยสนับสนุนเด็กทั้งด้านการเรียน การใช้ชีวิต การเข้าสังคมและการพัฒนาด้านอารมณ์ เป็นที่ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกัน ที่เวลลิงตันจะแบ่งออกเป็น 4 บ้าน ได้แก่ เบนสัน สแตนลีย์ เวลล์สลีย์ และแอปส์ลีย์
“แน่นอนว่าเราร่ายเวทไม่ได้ (หัวเราะ) แต่มีความเหมือนกันค่อนข้างมากกับในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยหลักการและธรรมเนียมปฏิบัติ ครอบครัวเดียวกันจะอยู่บ้านเดียวกัน เช่น ถ้าลูกอยู่บ้านสแตนลีย์ พ่อแม่ก็จะอยู่บ้านเดียวกันคือสแตนลีย์ แต่ละบ้านจะมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันไปตามครูประจำบ้าน ผู้คอยดูแลเด็กๆ เสมือนเป็น Head Master สาขาย่อย โดยรวมคือถอดแบบมาจากแนวคิดเดียวกัน เพียงแต่ในความเป็นจริงจะเป็นธรรมชาติมากกว่าในหนังที่มักจะคิดตัดสินไว้แล้วล่างหน้า เช่น เด็กจากบ้านสลิธีรีนมักจะถูกมองเป็นคนไม่ดี เจ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน หรือเด็กจากบ้านกริฟฟินดอร์มักจะเป็นเด็กเก่ง กล้าหาญชาญชัย ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะแต่ละบ้านล้วนมีจุดแข็ง เก่งในแบบฉบับของตัวเอง เช่น ในปีนี้บ้านนี้อาจเก่งด้านกีฬา อีกบ้านอาจเก่งด้านวิชาการ หรือสลับเวียนกันไปในแต่ละปี

วัฒนธรรม House System ไม่ใช่การจัดแบ่งบ้านให้ดูเท่อย่างในหนัง แต่คือพื้นที่ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไร้ขอบเขต เด็กโตเรียนรู้จากเด็กเล็กว่าเขาต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น รับผิดชอบขึ้น ส่วนเด็กเล็กเองก็ยึดเด็กโตเป็นไอดอลให้ตัวเองพัฒนาต่อ มุมนี้ครูใหญ่คริสมองว่าการให้เด็กนักเรียนมาอยู่ด้วยกันคือแนวทางที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการและพัฒนาพฤติกรรมของตัวเอง โดยเริ่มจากการเติบโตจากภายใน เปิดใจ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกตัวเองให้เป็น แล้วค่อยแสดงออกมาอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กเข้าใจตัวเองเป็นเขาก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น การรังแกกันในสังคมโรงเรียนก็จะหมดไป
House System หรือระบบบ้านสามารถเชื่อมโยงโรงเรียนและครอบครัวให้เข้ากันได้อย่างลงตัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และเด็กนักเรียนทุกคนต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดียวกัน

“พ่อแม่เด็กๆ มักจะตื่นเต้น มีความสุข และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเสมอเวลามาร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับ House System ของโรงเรียน อย่างช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เราจะเห็นภาพที่พวกเขาแต่งตัวมาร่วมงานกันแบบจัดเต็ม พูดคุย หยอกล้อกันไปมา เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นดีจริงๆ สิ่งนี้ส่งผลต่อตัวเด็กนักเรียนด้วย เพราะทำให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านและได้ใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกับผู้ปกครอง
“สิ่งที่เด็กๆ ได้รับจากการเข้าเรียนในระบบ House System คือมิตรภาพที่ไร้พรมแดน มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกันกับเด็กรุ่นอื่นๆ ในบ้านผ่านการเข้าสังคม แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดต่างๆ จุดประสงค์หลักของ House System ไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน แต่เป็นการสร้างเสริมด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การพัฒนาตนเอง และการดูแลเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด” ครูใหญ่คริสกล่าว พลังแห่งความรัก สายสัมพันธ์ การเรียนรู้ไปด้วยกันในบ้าน คือสิ่งที่ทรงพลังและมีคุณค่ามากกว่าคาถาเวทมนตร์ใดๆ