เสวนาคุ้มครองเด็กข้ามชาติ เสียงสะท้อนในวิกฤตโควิด – ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ระลอกล่าสุดที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก กลุ่มแรงงานข้ามชาติ และเด็กข้ามชาติไม่เพียงต้องเผชิญกับภาวะโรคระบาดอย่างเปราะบางในที่ห่างไกลภูมิลำเนา พวกเขายังเป็นประชากรอีกกลุ่มที่ถูกละเลยจากรัฐ

องค์การช่วยเหลือเด็กระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (Save the Children) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) และภาคประชาสังคม จัดเวทีเสวนาออนไลน์ “สถานการณ์การคุ้มครองเด็กข้ามชาติในวิกฤตโควิด-19 : สถานการณ์ผลกระทบ และทางออก” เพื่อเปิดพื้นที่ในการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ เปิดประเด็นการเสวนาว่าปัจจุบันมีตัวเลขประมาณการของเด็กข้ามชาติในไทยอยู่ที่ 300,000 คน ในจำนวนนี้มีทั้งเด็กที่เกิด ในไทย เด็กที่ติดตามพ่อแม่เข้ามา เด็กที่จดทะเบียนผู้ติดตาม และเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ หรือเป็นเด็กไร้รากเหง้าที่เข้าไม่ถึงการมีสถานะทางกฎหมาย

“สถิติตัวเลขเด็กข้ามชาติที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 เราพบว่ามีจำนวนสะสม 3 ชาติคือ พม่า กัมพูชา และลาว ทั้งหมด 4,202 คน โดยจำนวนการระบาดในระลอก 3 (ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-11 ส.ค.2564) มีถึง 4,035 เคส แบ่งเป็นเด็กชาวพม่า 2,640 คน กัมพูชา 1,183 คนและลาว 212 คน” อดิศรกล่าว

ด้าน หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงเรื่องโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) กล่าวถึงสถานการณ์การปิด แคมป์ก่อสร้างของแรงงานข้ามชาติ

จากการสำรวจของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2564 พบแคมป์ก่อสร้างในกทม. 575 แห่ง มีคนงานก่อสร้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติถึง 48,826 คน ตัวเลขการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการจากกลุ่มคนดูแลกันเองยังพบว่ามีเด็กอาศัยอยู่ในแคมป์เหล่านี้ 3,928 คนสามารถระบุช่วงอายุได้เพียง 1,188 คน แบ่งเป็นเด็กอายุ 0-1 ขวบ 259 คน เด็กอายุ 2-6 ขวบ 701 คน เด็กอายุ 7-14 ปี 202 คน และเด็กอายุ15-18 ปี 26 คน

“การสั่งปิดแคมป์คนงานแบบกะทันหันและไม่มีมาตรการรองรับยังทำให้เด็กเกิดความเครียดจากการไม่ได้เล่น และต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด การไม่ได้เรียนหนังสือและความเครียดที่เกิดจากตัว ผู้ปกครองเอง ผู้หญิงตั้งครรภ์ ถูกจำกัดอยู่ในแคมป์ 4 เดือนโดย ไม่ได้ออกไปหาหมอ สำหรับคนตั้งครรภ์ เป็นเวลาที่ยาวนานมาก บางคนท้อง 8-9 เดือน ไม่รู้จะไปคลอดที่ไหน เด็กๆ เองพอถูกจำกัดพื้นที่ก็เกิดการติดเชื้อในแคมป์มากขึ้น” หลินฟ้ากล่าว

ขณะที่ ศิราพร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน(Help without Frontiers Thailand Foundation) เล่าว่า จากข้อมูลเด็กนักเรียนที่เข้าถึงการศึกษาใน 124 โรงเรียนของ จ.ตาก ฝั่ง ตะวันตก กินพื้นที่ อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง ของสพป.ตาก เขต 2 พบว่าในปี 2564 มีจำนวนเด็กนักเรียนอยู่ในระบบกว่า 60,837 คน ในจำนวนนี้ 39 เปอร์เซ็นต์คือ เด็กที่ไม่มี หลักฐาน หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งถือเป็น กลุ่มเด็กเปราะบาง

“ในจำนวน 124 โรงเรียน มีอยู่ 67 โรงเรียน ซึ่งเป็นการศึกษาแบบพิเศษ คือศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ เด็กจะเรียนโดยใช้หลักสูตรการศึกษาของพม่าเป็นหลัก จากการสำรวจเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมาพบเด็กหายไปจากระบบ 720 คน จากที่ลงทะเบียนเรียน 11,329 คน เหลือเด็กอยู่ 8,639 คน คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ลงทะเบียนไว้ตอนแรก ทุกๆ วันเรามีเด็กที่หายไปจากระบบการศึกษา”

ส่วน ชูวงค์ แสงคง เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มสวัสดิการ 6 กลุ่มคือ กลุ่มระบบข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (กองทุนคืนสิทธิ) สำหรับคน ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ ระบบประกันสังคม ที่ดูแลคนที่ทำงานในไทยทุกคน ระบบประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งแรงงานสามารถซื้อได้ และกองทุนคนข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร หรือยังไม่มีสิทธิ

ใน 6 กลุ่มสวัสดิการนี้ ไม่ควรมีแรงงานคนใดคนหนึ่งหลุดออกจากการดูแล ของรัฐ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าแรงงานเข้าถึงระบบต่างๆ เหล่านี้ได้ยากมาก แรงงานที่มีนายจ้างเป็นธุรกิจขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก แทบจะเข้าไม่ถึงการบริการสุขภาพเลย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแบบ RT-PCR หรือ Antigen Test Kit (ATK)

“เราพยายามโทร.หาเตียงให้เขาได้เข้าไปใช้สิทธิที่พูดถึง แต่สิ่งที่พบคือเตียงเต็ม นี่คือคำตอบของโรงพยาบาลในชุมชนก็มี Community Isolation หรือศูนย์พักคอย เวลาเราติดต่อไปพบว่ามีน้อยมากที่จะให้แรงงานต่างชาติเข้าไปรับการดูแลได้”

ชูวงค์ยังสะท้อนว่า ระบบการลงทะเบียนผู้ติดเชื้อของสปสช.ที่ประชาสัมพันธ์ให้ ผู้ป่วยโควิดเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับการ ดูแลแบบ Home Isolation นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แรงงานข้ามชาติกรอก เพราะการจะลงทะเบียนได้นั้นต้องกรอกข้อมูลเป็นภาษาไทย ทั้งยังต้องอาศัยเลขประจำตัว 13 หลักของบัตรประชาชน หรือเลขพาสปอร์ต

กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีพาสปอร์ตที่รัฐบาลไทยจัดทำขึ้นเป็นกรณีพิเศษกับประเทศต้นทางนั้นจะมีรหัสเพียง 8 หลัก ไม่ได้มี 9 หลักแบบพาสปอร์ตทั่วไปของคนไทย ทำให้กลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคของแรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงระบบสุขภาพของประเทศไทยในสถานการณ์ที่การระบาดรุนแรงขึ้น

เหล่านี้เป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากปัญหาในการดูแลเด็กและแรงงาน ข้ามชาติ

คำถามคือในสภาวะวิกฤตเร่งด่วนเช่นนี้ รัฐจะมีแนวทางดูแล และปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางนี้ได้อย่างไรบ้าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน