คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจเรียก นิมนต์พระมหาสมปอง ตาลปุตโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ แห่งวัดสร้อยทอง ไปชี้แจงในที่ประชุม

เนื่องมาจากทั้งสองรูป ไลฟ์บรรยายธรรมผ่านโลกออนไลน์ ที่ใช้ภาษาร่วมสมัย บางครั้งออกไปทางขำขัน ซึ่งมีผู้ติดตามรับฟังจำนวนกว่า 2 แสนบัญชี มากมายเป็นประวัติการณ์

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการและนักการเมืองอาวุโส ได้ท้วงติงว่าเป็นการใช้อำนาจเรียกแสวงหาข้อเท็จจริง ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการกำหนดแยกเขตแดนระหว่างกิจกรรมทางการเมือง กับกิจกรรมทางศาสนาหรือไม่

แต่สุดท้าย คณะกรรมาธิการก็ยืนยันในอำนาจแห่งตน และส่งรถยนต์ไปรับพระภิกษุทั้ง 2 รูปเดินทางไปชี้แจงที่รัฐสภา

แม้ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการครั้งนี้ จะมีการสอบถาม ท้วงติง เสนอแนะ อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่สุดท้ายกลายเป็นการเสนอแนะให้ผู้ที่ถูกเรียกไป ชี้กระทำและไม่กระทำด้วย

มีการยื่นข้อเสนอให้เผยแผ่ธรรมะด้วยสัดส่วนเนื้อหา 70 เปอร์เซ็นต์ ลีลาสนุกสนาน 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ที่ถูกชี้แจงขอต่อรองเป็นครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งประชาชนมองเป็นการก้าวก่ายหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีของพระเกจิอาจารย์ เจ้าสำนัก เจ้าพิธีกรรมที่มีชื่อเสียง และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ถูกต้องหลักพระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัย

กรรมาธิการคณะนี้ จะใช้อำนาจเรียกตัว นิมนต์ไปแสวงหาข้อเท็จจริงแบบเดียวกันหรือไม่

ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าไปควบคุมและแทรกแซงคณะสงฆ์ และพระสงฆ์สามเณรอย่างต่อเนื่อง แม้แต่อาบัติเล็กน้อยก็บังคับให้ลาสิกขาอย่างไม่เป็นธรรมก็มี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดวิธีการควบคุมพระสงฆ์สามเณรที่แสดง ออกทางการเมือง การเข้าร่วมชุมนุม และการวิพากษ์วิจารณ์ทางโซเชี่ยลมีเดียอย่างเข้มงวด

ที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีการกระทำต่อวัดพระธรรมกาย ที่ใช้กำลังทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนพิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และคณะสงฆ์ร่วมเข้าดำเนินการ

ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายนิติบัญญัติกระโดดเข้าร่วมแทรกแซงด้วยโดยตรง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน