คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ไม่ใช่แค่สวดมนต์
จากอิทธิพลพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่เคลื่อนปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทำให้ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากท่วมฉับพลันหลายจังหวัด ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานมีพื้นที่ประสบภัยเกิน 30 จังหวัด ชาวบ้านได้รับผลกระทบแล้วกว่า 70,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตหลายราย
ด้านการช่วยเหลือ การแก้ไขสถานการณ์ การช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจนการวางแผนรับมือป้องกันระยะยาวนั้น รัฐบาลยังคงพึ่งพากลไกราชการปกติเป็นหลัก ซึ่งสังคมรับทราบกันดีว่ายังต้องปรับปรุง และปฏิรูปกันอีกขนานใหญ่
รวมถึงแม้นายกรัฐมนตรียกคณะลงพื้นที่ประสบภัย แต่ก็เป็นเพียงแค่การปลอบประโลมให้กำลังใจ สวดมนต์ภาวนาดินฟ้าอากาศ
ขณะที่ความเสียหายนั้น ภาคเอกชนประเมินในเบื้องต้นจากพื้นที่ 14 จังหวัด คาดว่าเสียหายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท แตกต่างจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เนื่องจากท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ต้องหยุดการผลิต
แต่ครั้งนี้เป็นน้ำท่วมที่รอการระบาย คาดใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ความเสียหายส่วนใหญ่จะเป็นการเสียโอกาสในการหารายได้ การซ่อมถนนที่ตัดขาด
เฉลี่ยแล้วเสียหายจังหวัดละประมาณ 300-500 ล้านบาท เป็นการประเมินในเบื้องต้น แต่หากสถานการณ์หนักกว่านี้ ต้องประเมินใหม่กันอีกครั้ง
ล่าสุดสถานการณ์มีแนวโน้มกระทบถึงจังหวัดภาคกลางชายขอบกรุงเทพฯ ด้วย
หลังน้ำท่วมใหญ่ 2554 ทั่วทั้งสังคมรับทราบกันดี เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่คนต่างจังหวัดเดือดร้อน แต่คนกรุงและปริมณฑล คนชั้นกลาง ชาวหมู่บ้านจัดสรรต่างประสบภัยเดือดร้อนถ้วนหน้า
เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย รัฐบาลขณะนั้นจัดทำโครงการออกแบบ และก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศครั้งใหญ่ กำหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวตั้งแต่ปี 2558-2569 ใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้าน
เป็นแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ และป้องกันอุทกภัยครั้งใหญ่ชนิดพลิกโฉมประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่เป็นที่น่าเสียดายหลังรัฐประหาร 2557 และการตอบโต้ทางการเมือง รัฐบาลเผด็จการล้มเลิกโครงการดังกล่าว
ขณะที่ในวันนี้ผ่านมา 7 ปี การแก้ปัญหาน้ำยังสะเปะสะปะ แก้กันปีต่อปี ยังไม่เห็นอะไรงอกเงย หรือดีกว่าโครงการ 3.5 แสนล้านที่ล้มคว่ำไป