คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
อุทกภัยที่แก้ไม่สำเร็จ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปความเสียหายจากอิทธิพลพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ ที่พัดเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.จนถึงปัจจุบัน
ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและหนักมาก มีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่รวม 31 จังหวัด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง
ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา
ประชาชนได้รับผลกระทบรวมไม่น้อยกว่า 227,470 ครัวเรือน ทั้งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายด้วย
เมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ ปี 2554 ซึ่งมีพายุโซนร้อนพัดถล่มประเทศไทย มากถึง 5 ลูก ได้แก่ พายุโซนร้อนไหนหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก
ปริมาณน้ำฝนในปี 2554 มีถึง 2,257 มิลลิเมตร มากที่สุดในรอบ 70 ปี อ่างเก็บน้ำทุกอ่างและทุกเขื่อนมีความจุมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปริมาณฝนในปีนี้มีเพียง 1,300 มิลลิเมตรเท่านั้น
มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้นถึง 65 จังหวัด บางแห่งต้องประสบอุทกภัยนานกว่า 2 เดือน พื้นที่เศรษฐกิจ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม สร้างความเสียหายมากถึง 1.44 ล้านล้านบาท
เป็นบทเรียนราคาแพงอย่างมหาศาล
รัฐบาลในขณะนั้น มีความพยายามจะบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น และจัดทำโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ภายใต้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท
แต่ก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง รัฐบาลประกาศยุบสภา กองทัพเข้าควบคุมอำนาจด้วยการรัฐประหาร และยกเลิกโครงการดังกล่าวทั้งหมด โดยไม่มีโครงการอื่นในระดับมหภาคสำหรับการจัดการน้ำทดแทน
ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลรัฐประหารบริหารประเทศและต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นนั้น ทำได้เพียงการบรรเทา ช่วยเหลือเยียวยา แก้ไขเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้มีมาตรการอื่นในการป้องกัน
ปีนี้เกิดอุทกภัยในไม่กี่จังหวัด แต่รัฐไม่สามารถป้องกันหรือบรรเทาให้เบาลงได้ เพราะขาดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ