ไอโฟน13 โปรแม็กซ์ – สมาร์ตโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายแอปเปิ้ล สหรัฐ อเมริกา ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ (iPhone 13 Pro Max) แม้จะถูกผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการนำเสนอนวัตกรรมที่ตามหลังสมาร์ตโฟนฝั่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แต่ไอโฟนรุ่นนี้ ยังคงยืนหนึ่งต่อจากรุ่นที่แล้ว และยังไม่มีคู่แข่งใดเอาชนะได้ในหลายด้าน

เว็บไซต์ แอนดรอยด์อูธอรีตี เผยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญมือถือแอนดรอยด์ ว่าแม้งานออกแบบภายนอกของไอโฟนรุ่นใหม่จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ปี 2562 (ไอโฟน 11) แต่ประสิทธิภาพของไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ “กินขาด” และเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ชื่นชอบการสร้างคอนเทนต์จากวิดีโอ

ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน 12 กรัม และหนาขึ้น 0.15 มิลลิเมตร นับว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ใหญ่มากด้วยหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19.5:9 มักใส่กระเป๋าเสื้อและกางเกงส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้หรือใช้งานมือเดียวได้ถนัดมากนัก

หากเทียบกับสมาร์ตโฟนเรือธงชั้นยอดของค่ายซัมซุง จะพบว่า ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ จะค่อนข้างกว้างกว่าเล็กน้อย เพราะทางซัมซุงจะใช้อัตราส่วนภาพ 20:9 ส่วนค่ายโซนี่ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเอ็กซ์พีเรีย 1 ทรี ใช้อัตราส่วนภาพถึง 21:9

แถบด้านบนที่เป็นติ่งลงมาจากขอบบนของเครื่องนั้นทางแอปเปิ้ลลดขนาดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับไอโฟนปีก่อนหน้า แน่นอนว่ายังมีเซ็นเซอร์ภายในเหมือนเดิมทุกประการรวมถึง Face ID ด้วย แทนที่จะใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ ถือเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างล้าสมัยแล้วหากเทียบกับบรรดาค่ายอื่นจากฝั่งแอนดรอยด์ซึ่งเริ่มเปลี่ยนจากหลุมบนจอไปเป็นกล้องใต้จอภาพแล้ว

นอกจากนี้ Face ID ยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 แต่ในด้านความปลอดภัย ความว่องไว และประสิทธิภาพแล้วถือเป็นระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ มาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นแบบ IP68 เช่นเดิม แต่มีลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงดีขึ้นอีก แม้จะยังมีเรื่องเสียงแตกเวลาเปิดเสียงดังสุด และเสียงต่ำไม่ค่อยชัดเจนก็ตาม น่าเสียดายที่สุดตรงที่ไม่สนับสนุน Codec คุณภาพเสียง Lossless ผ่านสัญญาณบลูทูธอย่าง aptX และ LDAC ผู้ใช้จะต้องทนใช้ AAC ต่อไป

พอร์ตเชื่อมต่อของไอโฟน 13 โปร แม็กซ์นั้นเป็น Lightning port อยู่ที่ขอบล่างเช่นเดิม พร้อมสนับสนุนระบบชาร์จแบบไร้สาย MagSafe หรือ Qi จุดนี้ถือว่าอาจสร้างความหงุดหงิดให้ผู้ใช้บางกลุ่มที่ต้องการ USB-C มาแทน เพราะแม้แต่ iPad รุ่นใหม่ๆ ก็เลิกใช้ Lightning port หมดแล้ว รวมทั้งไม่มีพอร์ตหูฟัง ซึ่งแอปเปิ้ลนำออกไปนานโขแล้วเช่นกัน

ด้านกระจกนิรภัยสำหรับจอภาพนั้นทางแอปเปิ้ลใช้ Ceramic Shield และ Gorilla Glass ที่สำคัญยังมาพร้อมกับสีใหม่ คือ สีฟ้าครามเซียร์รา บลู (Sierra Blue) ทำให้ดูเรียบหรูจริงจังเป็นการเป็นงานกว่าเดิม หน้าจอขนาด 6.7 นิ้วของเรือธงไอโฟนเป็นจอแบบ LTPO-OLED จอแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานสูง ซึ่งปีนี้นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่แอปเปิ้ลนั้นนำฟีเจอร์หน้าจอความถี่สูงมาใช้ในไอโฟนแล้วอย่างเป็นทางการ (แม้จะเป็นค่ายสุดท้ายก็ตาม) เรียกว่า ProMotion ทำให้ภาพที่ออกมานั้นแลดูมีความนุ่มลื่นตาน่าใช้งาน

อย่างไรก็ดี ProMotion นั้นเป็นระบบปรับเปลี่ยนความถี่จอภาพแบบอัตโนมัติสูงสุดที่ 120 เฮิร์ตซ์ (Hz) หมายความว่า ประสบการณ์หน้าจอลื่นนุ่มอาจไม่เท่ากับทางฝั่งแอนดรอยด์ที่ผู้ใช้สามารถบังคับจอภาพให้รีเฟรชที่ 120 Hz ได้ตลอดเวลา แต่แน่นอนว่า ทางแอปเปิ้ลมีเหตุผลสำคัญเพื่อประหยัดพลังงาน เพราะฟีเจอร์ดังกล่าวมือถือฝั่งแอนดรอยด์นั้นนับเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่ซดแบตเตอรี่ ที่สุด

ที่สำคัญไปกว่านั้นแอพพลิเคชั่นในไอโฟนส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุน ProMotion ทำให้ฟีเจอร์นี้ดูจะยังไม่น่าโดดเด่นในขณะนี้เท่าฝั่งแอนดรอยด์ ส่วนความสว่างนั้นสูงสุดที่ 1,000 นิต สนับสนุนภาพ HDR ความละเอียดสูงสุด 2,778 x 1,284 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 458 พิกเซลต่อ ตารางนิ้ว (ppi) ให้สีสมจริงอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

ประสิทธิภาพที่ยืนหนึ่งในบรรดาสมาร์ตโฟนทั้งปวง มาจากขุมพลังจากชิพประมวลผล A15 Bionic ภายในประกอบด้วย หน่วยประมวลผล หรือซีพียูแบบ 6 คอร์ (Hexa-core) การทดสอบ เบนช์มาร์กผ่านแอพ GeekBench 5 พบว่าได้คะแนนประมวลเดี่ยว มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนประมาณร้อยละ 8 และหลายคอร์ร้อยละ 22

ขณะที่การทดสอบด้านกราฟิกผ่านแอพ 3DMark (Wild Life) พบว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 (รุ่น 13 โปร) และ 25 (รุ่น 13 โปร แม็กซ์) แม้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนไม่มากนัก แต่ประสิทธิภาพของชิพ A15 Bionic นั้นนำหน้าประสิทธิภาพชิพที่ทรงพลังที่สุดในสมาร์ตโฟนฝั่งแอนดรอยด์ถึงร้อยละ 50 เรียกได้ว่าประสิทธิภาพของ ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ นั้นยังยืนหนึ่งในวงการตามเดิมเหมือนที่ผ่านมา (แบบขาดลอย)

ด้านการเชื่อมต่อ ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ สนับสนุน 5G ทั้งแบบ sub-6GHz และ mmWave แต่แบบหลังนั้นมีใช้อยู่เฉพาะบางพื้นที่ในสหรัฐเท่านั้น ขณะที่ซิมนั้นใช้เป็นแบบ eSIM แต่ขาดเทคโนโลยีล่าสุดอย่างบลูทูธ 5.2 และ Wi-Fi 6E ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่กำลังเข้ามาในแวดวงไอที

แบตฯ ของไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ ถือว่ามีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนมากเป็นจุดเด่นที่สุดของเรือธงไอโฟนปีนี้ เพราะให้ระยะเวลาการใช้งานได้นานถึง 2 วัน เหมาะทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมบนมือถือ โดยการเล่นเกมบนมือถือนานถึง 2 ชั่วโมง พบว่าแบตฯ ลดลงไปเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

แต่เวลาในการชาร์จนั้นไม่ได้เร็วเท่าที่คาดไว้ เพราะแม้จะชาร์จด้วยไฟขนาด 20W ที่ได้ร้อยละ 50 ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่กลับต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะชาร์จจนเต็มได้ และแน่นอนว่าชาร์จไร้สายก็จะช้าลงไปอีก

กล้องถ่ายภาพของไอโฟน 13 โปร แม็กซ์นับเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ โมดูลกล้องหลังประกอบด้วยกล้องหลักเลนส์วาย เซ็นเซอร์ภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (MP) ช่องรับแสงขนาด f/1.5 โฟกัสแบบ dual pixel PDAF ขนาดพิกเซล 1.9 ไมโครเมตร (ไมครอน) พร้อมระบบกันภาพสะเทือนแบบ dual OIS

ถัดมาเป็นกล้องอัลตรา-วาย สำหรับภาพกว้าง 120 องศา ความละเอียดเท่ากันกับกล้องหลัก โฟกัส PDAF และช่องรับแสงขนาด f/1.8 และสุดท้ายเป็นกล้องซูม (เทเลโฟโต้) ความละเอียดเท่ากันกับกล้องหลัก ช่องรับแสงขนาด f/2.8 พร้อมระบบกันภาพสะเทือนแบบ dual OIS ซูมแท้สูงสุดได้ 3 เท่า (ออพติคอล ซูม) พร้อมเซ็นเซอร์ TrueDepth 3D ถ่ายคลิปความละเอียดสูงสุดได้ที่ 4K HDR 60fps (เฟรมต่อวินาที)

ส่วนกล้องเซลฟี่ด้านหน้า มีความละเอียดเท่ากันกับกล้องหลัง และช่องรับแสงขนาด f/2.2 ให้คุณภาพงานถ่ายออกมาได้ตระการตาสมศักดิ์ศรีไอโฟน

โรเบิร์ต ทริกส์ ผู้ทดสอบจากแอนดรอยด์ อูธอรีตี กล่าวว่า ทั้งสี รายละเอียด และ white balance ของภาพออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก อย่างไรก็ดี งานถ่ายจากกล้องของเรือธงไอโฟนปีนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของ exposure ส่งผลให้ภาพ HDR ซึ่งแอปเปิ้ลเคยระบุไว้ว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นนั้นไม่ค่อยได้ดั่งใจนัก

นอกจากนี้ แอปเปิ้ลที่โฆษณาไว้มากถึงประสิทธิภาพการถ่ายภาพในที่มืดที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนนั้นการทดสอบกลับพบว่าไม่ได้ดีขึ้นมากมาย (แม้งานถ่ายที่มืดจะออกมาดีกว่าคู่แข่งอย่าง ซัมซุง กาแล็กซี เอส 21 อัลตราเล็กน้อย)

สรุปแล่ว ไอโฟน 13 โปร แม็กซ์ มีจุดเด่นอยู่ที่ประสิทธิภาพของชิพภายใน แบตฯ และกล้องถ่ายภาพที่ให้งานถ่ายออกมาอย่างดีเยี่ยม ยังไม่นับฟังก์ชันการใช้งานใหม่อีกหลากหลายรูปแบบ

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบงานคลิปและผู้ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดจากแอปเปิ้ล

หากกระเป๋าเงินเอื้ออำนวย เริ่มต้นที่ 42,900 บาท สั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้วที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลทุกสาขา หรือเว็บไซต์ https://www.apple.com/th/

จันท์เกษม รุณภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน