ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เรียนรู้สู้โรคที่จัดการได้‘โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์’ (Rheumatoid arthritis) เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดรุนแรง และสร้างความทรมานต่อผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ป่วยโรคนี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจและทราบถึงวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เพื่อให้การรักษาประสบผลสำเร็จ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พล.ต.รศ.พญ.ไพจิตต์ อัศวธนบดี ที่ปรึกษาอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรครูมาตอยด์ว่า “โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์”เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำร้ายเนื้อเยื่อของตนเองโดยเฉพาะเยื่อบุข้อ ทำให้เกิดข้อบวมอักเสบและมีการสร้างน้ำในช่องข้อเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุการเกิดโรค แต่สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม และการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 ต่อ 1 ช่วงอายุที่พบบ่อยคือ ช่วงวัยกลางคนประมาณ 30 ปลายๆ ถึง 40 ปี

อาการที่เป็นสัญญาณของรูมาตอยด์คือ มีข้ออักเสบเรื้อรังนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ข้อที่อักเสบจะบวมโตและกดเจ็บ มักเป็นหลายๆ ข้อ ส่วนใหญ่จะมากกว่า 4 ข้อขึ้นไป ข้อที่พบอักเสบบ่อยคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า โดยเป็นแบบสมมาตรคือเป็นที่ข้อเดียวกันทั้งฝั่งขวาและซ้าย ร่วมกับมีอาการฝืดตึงข้อไม่สามารถกำมือและขยับข้อได้ยากโดยเฉพาะเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ถ้าอาการอักเสบรุนแรงก็จะทำให้มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดได้ ส่วนใหญ่อาการดังกล่าวจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นทีละน้อย

ดังนั้นผู้ป่วยรูมาตอยด์จึงมักมาพบแพทย์ช้า เนื่องจากเริ่มเห็นว่าอาการดังกล่าวลุกลามและมีความรุนแรงขึ้นซึ่งคงจะไม่หายไปเองได้แล้ว

การวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติ และการตรวจร่างกายเป็นลำดับแรก การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะส่งตรวจเพื่อใช้สนับสนุนการวินิจฉัยโรคนี้และช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออกไป โรคที่มีอาการเลียนแบบหรือคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้แก่ โรคลูปัสหรือเอสแอลอี (SLE) โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ โรคเกาต์ โรคติดเชื้อเรื้อรัง อย่างเช่น ผู้ป่วยวัณโรคบางรายก็อาจมีอาการข้ออักเสบเรื้อรังหลายข้อเลียนแบบโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการซึ่งสนับสนุนการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ การตรวจเลือดพบผลบวกของรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (Rheumatoid Factor) และการตรวจภาพรังสีมือ ซึ่งมักพบการกร่อนทำลายกระดูกในข้อ นอกจากนี้การตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์และการทำลายข้อในภาพรังสีมือนี้ยังช่วยบอกถึงความรุนแรงของโรคนี้ได้อีกด้วย

รูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รุนแรงมาก มีผู้ป่วยไม่ถึงร้อยละ 15 ที่โรคจะสงบและหายขาดไปได้เอง นั่นหมายถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่หายขาด ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องปล่อยให้โรคดำเนินต่อไปก็จะมีการทำลายข้อและเกิดความพิการตามมาในที่สุด แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ในระยะแรกก่อนมีการทำลายข้อ ก็จะมีโอกาสสูงที่โรคอาจถูกควบคุมได้ดีจนเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้

ปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับวิธีการรักษาและมีการผลิตยารักษาโรคข้อใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงออกมาหลายชนิด สิ่งเหล่านี้ทำให้การรักษารูมาตอยด์ในปัจจุบันประสบความสำเร็จ โดยสามารถบรรลุถึงเป้าหมายของการรักษาคือ ทำให้อาการดีขึ้นจนโรคเข้าสู่ภาวะสงบ ผู้ป่วยสามารถใช้ข้อทำงานและทำกิจวัตรส่วนตัวได้ หยุดการทำลายข้อและยับยั้งข้อพิการผิดรูป

การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ประกอบด้วย 1.รักษาโดยไม่ใช้ยา จะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค เพื่อให้ผู้ป่วยทราบวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคนี้ หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อที่กำลังอักเสบ และงดพฤติกรรมที่ทำลายข้อมากขึ้น รู้จักทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธีและฝึกออกกำลังฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อและกล้ามเนื้อ

2.รักษาโดยใช้ยา ยาในลำดับแรกรักษาตามอาการได้แก่ ยาแก้ปวด ยาบรรเทาอาการอักเสบ และยาสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ป่วยสบายขึ้นในระยะแรก ยาลำดับต่อไปเป็นกลุ่มยาที่สำคัญมากที่จะให้ควบคู่ไปกับยารักษาตามอาการคือ กลุ่มยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบ (Disease Modifying Anti-rheumatic Drugs, DMARDs)

โดยแพทย์จะเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ยาในกลุ่มนี้มี 2 ประเภท คือ ยาชนิดสารสังเคราะห์ และยาชนิดสารชีววัตถุ เมื่ออาการของโรคสงบลง แพทย์จะพิจารณาลดขนาดยาที่ใช้รักษาตามอาการลงและหยุดใช้ยาในที่สุด

3.รักษาโดยการผ่าตัด จะมีบทบาทในระยะหลัง เช่น เปลี่ยนข้อใหม่แทนข้อที่ถูกทำลายไป หรือการผ่าตัดซ่อมต่อเส้นเอ็นที่อักเสบและเปื่อยขาด หรือผ่าตัดเพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับกระดูกต้นคอที่เคลื่อนหลุดไป เป็นต้น

“ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวของผู้ป่วยรูมาตอยด์ นอกจากความพิการของข้อที่ถูกทำลาย ยังพบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางราย ซึ่งมีอาการนอกข้อของโรครูมาตอยด์ร่วมด้วย เช่น มีพังผืดในปอด ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ มีอาการไอเรื้อรังและเหนื่อยง่าย บางรายมีกระดูกต้นคอเคลื่อนและกดไขสันหลังเกิดอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนขา บางรายใช้ยาสเตียรอยด์นาน เกิดภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และกระดูกหักได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการควบคุมโรคไม่ดี ก็อาจพบภาวะเส้นเลือดตีบแข็ง เกิดอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคเส้นเลือดสมองตีบในตอนหลัง”

ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถป้องกันและควบคุมอาการของโรคไม่ให้กำเริบขึ้นได้ด้วยตัวเอง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหมู่ และงดอาหารที่สังเกตว่าสามารถกระตุ้นโรคของตนเองได้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถรักษาและควบคุมโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบได้ ผู้ป่วยควรมีความเข้าใจในธรรมชาติของโรค รู้ถึงแผนการรักษาและวิธีการใช้ยารักษาโรคที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งทราบถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

ด้าน ผศ.นุชรินทร์ ศศิพิบูลย์ ประธานชมรมผู้ป่วยรูมาตอยด์ กล่าวว่า เป็น 1 ในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ใช้ชีวิตอยู่กับโรคนี้มากว่า 29 ปีแล้ว เริ่มต้นมีอาการปวดตามข้อนิ้ว ข้อเล็กข้อน้อย ข้อมือทั้ง 2 ข้าง ตามนิ้ว กระดูกข้อต่อต้นคอ ซึ่งไม่รู้เลยว่าเป็นสัญญาณของโรครูมาตอยด์ เริ่มรักษาทั้งตามคลินิก โรงพยาบาลต่างๆ อาการก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งได้รักษากับแพทย์เฉพาะทางและตรวจรูมาตอยด์แฟกเตอร์ และได้เริ่มรักษา

ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษามีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ NSAIDs ยาที่ฉีดเข้าผิวหนัง มาจนถึงยากลุ่มสารชีวภาพ โดยยาหลายๆ ตัวก็จะมีผลข้างเคียงต่างกัน เช่น ทำให้ผิวหนังดำ ไหม้ ซึ่งระหว่างการรักษาคุณหมอก็จะเปลี่ยนยาให้เรื่อยๆ ตามอาการ จนกระทั่งมา 5-6 ปี ให้หลังนี้ โรคได้สงบลง

ถือว่าตนเองยังมีความโชคดีที่เข้าถึงการรักษา ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและเข้าถึงยาได้ ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและอยู่กับโรคนี้ได้อย่างสงบ สามารถดำเนินชีวิตได้ ทำงานได้ แต่ยังมีผู้ป่วยส่วนใหญ่อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และยังไม่สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ เนื่องจากระบบประกันสุขภาพของบ้านเราก็ยังไม่ครอบคลุมยาบางชนิด จึงทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องทรมานกับอาการเจ็บปวดของโรค

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน