เตรียมลูกให้พร้อมก่อนกลับไปโรงเรียน – เมื่อต้องกลับสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง เด็กๆ คงต้องปรับตัวปรับใจกันยกใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กวัยอนุบาลที่อาจจะยังกังวลในการแยกจากบ้านมากกว่าเด็กโต
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกให้พร้อมกลับไปเรียนที่โรงเรียน พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษา ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช มีคำแนะนำมาฝาก ดังนี้
1. ใส่ใจรับฟังความกังวลใจของลูกโดยไม่รีบตัดสิน ปฏิเสธความรู้สึก หรือรีบสอน ในเด็กโตที่คุยได้แล้ว เด็กอาจจะบอกพ่อแม่ได้ชัดเจนถึงความกังวล ความไม่สบายใจต่างๆ จากการต้องไปโรงเรียน ขอให้พ่อแม่ใส่ใจรับฟังโดยไม่รีบตัดสินแทนลูกว่าควรรู้สึกหรือรู้สึกอย่างไร
อาจพูดสะท้อนความรู้สึกของลูกตามจริงที่เราสัมผัสได้ว่า “ลูกดูไม่สบายใจที่จะไปโรงเรียน เล่าให้แม่ฟังสิคะว่ากังวลเรื่องอะไรบ้าง”
ในเด็กเล็กที่ยังพูดบอกความรู้สึกได้ ไม่ชัดเจน เด็กอาจจะงอแง หงุดหงิด ติดพ่อแม่มากขึ้น พัฒนาการถดถอยลง เช่น ไม่ยอมตักข้าวกินเองทั้งที่ทำได้แล้ว ให้พ่อแม่รับรู้ว่านั่นเป็นการแสดงออกของความกังวล ความไม่สบายใจของเด็ก
2. มีท่าทีที่สงบ เป็นที่พึ่งทางใจของลูกจะช่วยลดความเข้มข้นของความรู้สึก ไม่ดีของลูกลงได้ แต่หากท่าทีของพ่อแม่ยิ่งกังวล เด็กๆ จะยิ่งถูกเร้าให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เพราะพ่อแม่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศทางอารมณ์ในบ้าน หากผู้ใหญ่กังวลก็ไม่ควรแสดงท่าทีกังวลออกไปให้ลูกรับรู้ ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อจิตใจลูก หากผู้ใหญ่กังวลใจ ควรพูดคุยปรึกษาและหาทางจัดการแก้ไขหรือหาทางป้องกันปัญหากันเองจะดีกว่า
3.สอนลูกให้มองโลกแง่ดี ชวนลูกคุยถึงข้อดีของการไปเรียนที่โรงเรียน เช่น ได้เจอเพื่อน เจอครู ได้ทำกิจกรรมสนุกสนาน การที่ลูกรู้วิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิดจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วยจากโรคอื่นได้อีกด้วย ในเด็กเล็กที่มีความกังวลที่ต้องจาก พ่อแม่หรือจากบ้าน ให้พูดบอกลูกง่ายๆ ว่า “ตอนที่หนูอยู่ที่โรงเรียน พ่อแม่อยู่ที่ทำงาน / อยู่ที่บ้าน / ทำงานบ้าน / ไปตลาด….. พอบ่าย 2 แม่จะมารับหนูเลยค่ะ” การบอกเด็กแบบนี้จะช่วยลดความกังวลเมื่อเด็กรู้ว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหนและจะมารับเขาเมื่อไหร่
ในเด็กเล็กอนุญาตให้ลูกหยิบของรักของหวงหรือของเล่นชิ้นโปรดจากบ้านติดมือไปที่โรงเรียนด้วย จะทำให้ลูกอุ่นใจ คลายกังวลลงไปได้บ้างเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่
4. ฝึกเด็กเล็กให้อยู่เองลำพัง เด็กวัยอนุบาลที่เดิมมีคนอยู่ด้วยตลอด ลองฝึกให้เด็กนั่งเล่นอยู่ในห้องคนเดียวสัก ระยะหนึ่ง เริ่มที่ 5-10 นาทีก่อน โดยผู้ใหญ่ทำงานบ้านหรือทำธุระอยู่อีกห้องหนึ่ง เด็กรู้ว่าผู้ใหญ่อยู่ตรงไหนหากต้องการเดินไปหา หากเด็กอยู่ได้ค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ หรือการให้เด็กอยู่กับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่พ่อแม่ไว้ใจบ้าง เป็นการฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่นไปทีละน้อย
5. จัดระเบียบกิจวัตรประจำวันให้เด็ก สิ่งนี้จะทำให้เด็กมีวินัยและรู้จักเวลา ควรกำหนดเวลาตื่นนอน รับประทานมื้ออาหารหลัก อาหารว่าง เวลาเล่น เวลานอน ให้ลูกทำตามทุกวัน เวลาที่แน่นอนแบบนี้จะดีกับลูกมาก เพราะไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะเปิดเทอม จะปิดเทอม เด็กจะปรับตัวและควบคุมตัวเองได้ดีกว่า
6. สอนลูกให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับความคิดรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากรัฐเพิ่งเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ คงต้องติดตามสถานการณ์และประเมินมาตรการกันอยู่ตลอด แผนการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ในยามที่ความไม่แน่นอนมีอยู่
พ่อแม่ควรปรับความคิดตัวเองและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ในการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เช่น เปิดเทอมไปโรงเรียนได้ 2 สัปดาห์ โรงเรียนอาจจะต้องปิด 2 สัปดาห์เนื่องจากมีการระบาด เด็กต้องกลับมาเรียนออนไลน์อีก เรื่องเหล่านี้พ่อแม่และเด็กควรเตรียมใจไว้เสมอ จะได้ไม่หงุดหงิด สับสน และไม่ทำให้เด็กตื่นกลัวหรือผิดหวังเมื่อเหตุการณ์ เกิดขึ้น
เด็กๆ ส่วนใหญ่ต่างอยากกลับไปเรียนที่โรงเรียน คงปรับตัวได้ไม่ยาก เพราะเบื่ออยู่บ้าน อยากเจอเพื่อน อยากออกนอกบ้าน ทำกิจกรรมต่างๆ สนุกกว่าอยู่บ้าน
โดยทั่วไปเด็กจะใช้เวลาปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะอยู่ตัว ไปโรงเรียนอย่างปกติสุข แต่หากเวลาผ่านไป 1 เดือนแล้ว ลูกยังปรับตัวไม่ได้ ไม่อยากไปโรงเรียน ดูมีความทุกข์ใจจากการไปโรงเรียน ควรพาลูกมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการปรับตัวไม่ได้นี้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อจะช่วยเหลือได้ทันที