‘โจ้ถุงดำ’ปฏิเสธกลางศาล ไม่ได้เจตนาฆ่า ทำเพื่อให้ผู้ต้องหาคายข้อมูลยาเสพติด พร้อมกับลูกน้อง รวม 7 คน ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริต สอบพยาน ปฏิเสธยกแก๊งในข้อหาเจตนาฆ่า ‘มาวิน’ ผู้ต้องหาที่ถูกล่อซื้อคดียาเสพติดตายคาโรงพัก แต่ยอมรับร่วมกันทำร้ายร่างกาย มุ่งให้คายข้อมูลยาเสพติด พ่อเหยื่อมาร่วมฟังด้วย ยื่นขอเป็นโจทก์ร่วมตามคำแนะนำของอัยการนครสวรรค์ ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน 19 ม.ค. ปีหน้า หลังการพิจารณาคดีไม่มีทนายจำเลยทำเรื่องขอประกันตัว ทั้ง 7 คนคอตก จนท.ส่งตัวกลับเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำที่อท.180/2564 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผกก.โจ้ อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ อายุ 39 ปี จำเลยที่ 1, พ.ต.ต.รวิโรจน์ ดิษทอง อายุ 38 ปี อดีตสารวัตรสืบสวน จำเลยที่ 2, ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค อายุ 41 ปี จำเลยที่ 3 และร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา อายุ 55 ปี จำเลยที่ 4 รองสารวัตรป้องกันปราบปราม, ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว อายุ 51 ปี จำเลยที่ 5, ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น อายุ 46 ปี จำเลยที่ 6 และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว จำเลยที่ 7 ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม

คดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องสรุปความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้ง 7 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564 เวลาประมาณ 20.00 น. จำเลยที่ 2-6 กับพวก ได้รับแจ้งจากสายลับว่าติดต่อล่อซื้อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมตแอมเฟตามีน ชนิดเกล็ดสีขาว (ยาไอซ์) จากนายจิระพงษ์ หรือมาวิน ธนะพัฒน์ ผู้ตายได้ จึงวางแผนล่อซื้อและนัดหมายส่งมอบยาเสพติดให้โทษกัน เมื่อถึงเวลานัดหมาย ผู้ตายขับรถยนต์มาพร้อมภริยาของผู้ตาย แล้วส่งมอบยาเสพติดให้โทษแก่สายลับ จำเลยที่ 2-6 กับพวกจึงร่วมกันจับกุมตัวได้พร้อมยาเสพติดให้โทษจำนวน 3 ถุง น้ำหนักประมาณ 300 กรัม จากนั้นนำตัวผู้ตายและภริยาไปควบคุมไว้ที่ห้องทำงานชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองนครสวรรค์

ต่อมาวันที่ 5 ส.ค. เวลา 13.00 น. จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันสอบสวนขยายผล โดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะตัวการร่วมว่าจะใช้วิธีทรมานผู้ตาย ด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ตายและร่วมกันจับไว้ไม่ให้ดิ้นรนขัดขืน มีเจตนาจะให้ได้รับการทรมานจากการขาดอากาศหายใจจนกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต เป็นการข่มขืนใจ บังคับขู่เข็ญให้ผู้ตายบอกรายละเอียดที่ซ่อนยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 1 ใช้ถุงพลาสติกที่ไม่มีช่องอากาศหลายใบสวมครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้มือรวบพันบิดดึงปากถุงให้ตรึงแน่น โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ช่วยกันจับตัวผู้ตายไว้ไม่ให้ดิ้นรนขัดขืนและอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ในลักษณะพร้อมจะช่วยเหลือ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยกระทำทารุณโหดร้ายต่อผู้ตายในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 6 นาที จนผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ โดยในชั้นสอบสวน จำเลยทั้ง 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 288, 289(5), 309 วรรคสอง และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

ด้านน.ส.จันทร์จิรา ธนะพัฒน์ และนาย จักรกฤษณ์ กลั่นดี บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย จิระพงศ์หรือมาวิน ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 1,550,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดแถลงไม่ค้าน และจำเลยทั้ง 7 จะยื่น คำให้การในส่วนแพ่งวันที่ 7 ม.ค.2565 ศาลจึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

ก่อนเริ่มดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยทั้ง 7 และโจทก์ร่วมทั้งสองทราบแล้ว ศาลจึงอ่าน อธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งมีทนายความฟังและสอบคำให้การแล้ว จำเลยทั้ง 7 ให้การโดยสรุปความว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาทำร้ายหรือทำให้ผู้ตายเสียชีวิต แต่กระทำไปเพื่อขยายผลหาข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามที่ปรากฏภาพถ่ายในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย โดยรับว่าได้ใช้กำลังบังคับข่มขืนใจ ผู้ตายและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจริง

จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่รับว่าอยู่ในเหตุการณ์และได้ร่วมกันใช้กำลังบังคับข่มขืนใจผู้ตายกับปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจริง จำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้ร่วมกันใช้กำลังบังคับข่มขืนใจผู้ตาย ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและฆ่าผู้ตาย เนื่องจากจำเลยที่ 3 เข้ามาทีหลังเพื่อช่วยควบคุมตัวผู้ตายที่ถูกถุงพลาสติกคลุมศีรษะและกำลังดิ้นรนขัดขืนการสอบสวนขยายผล อยู่ จำเลยที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและฆ่าผู้ตาย เนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่รับว่าได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้ตายจริง

จำเลยที่ 5 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้ร่วมกันใช้กำลังบังคับข่มขืนใจผู้ตาย ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและฆ่าผู้ตาย เนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชา แต่รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุจริง จำเลยที่ 6 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้ร่วมกันใช้กำลังบังคับข่มขืนใจผู้ตาย ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและ ฆ่าผู้ตาย แต่รับว่าเข้ามาในห้องที่เกิดเหตุประมาณ 1 นาที แล้วเดินออกไป

และจำเลยที่ 7 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้ร่วมกันใช้กำลังบังคับข่มขืนใจผู้ตาย ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและฆ่าผู้ตาย แต่รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเข้าไปร่วมจับตัวผู้ตายจริง เนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

จากนั้นศาลพิจารณาว่า เนื่องจากเอกสารที่โจทก์อ้างส่งมีจำนวนมาก เพื่อให้โอกาสโจทก์ร่วมทั้ง 2 และจำเลยทั้ง 7 ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานของโจทก์และต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ กับเพื่อทราบถึงแนวทางการสืบพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายรวมทั้งจำนวนพยานที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดี ศาลจึงเลื่อนไปนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 19 ม.ค. เวลา 09.00 น. และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งเจ็ด ในวันที่ 13, 19, 20, 27 ก.พ.2565 และวันที่ 6 มี.ค.2565 (วันเสาร์-อาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังการพิจารณาคดีของศาล ไม่พบว่าทนายจำเลยทำเรื่องขอประกันตัวชั่วคราว เจ้าหน้าที่จึงส่งผู้ต้องหาทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์นำกลับไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน