หวั่นโอมิครอนสะเทือนศก.โตเหลือ2.8% – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จับตา ‘โอมิครอน’ อาจสะเทือนเศรษฐกิจโลกและไทย มองแง่ร้ายต้องล็อกดาวน์กระทบจีดีพีไทยปี 2565 คาดฟื้นตัวลดลงเหลือ 2.8% บีบรัฐต้องกู้เพิ่มอีก 2-3 แสนล้านบาท
น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีความกังวลต่อความรุนแรงของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โอมิครอน (Omicron) แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัด ซึ่งในการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ภายใต้สมมติฐานที่การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน จะบรรเทาลงในปลายไตรมาสที่ 1/2565 รัฐบาลไทยไม่มีการกู้เงินนอกงบประมาณเพิ่มเติม โดยให้ใช้วงเงิน 2.6 แสนล้านบาทที่คงเหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ในกรณีดี แม้ไวรัสจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่หากความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา และวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันสามารถลดหรือจำกัดระดับความรุนแรงของอาการป่วยได้ ไทยอาจไม่จำเป็นต้องมีการล็อกดาวน์ ดังนั้นเศรษฐกิจทั้งปี 2565 ยังน่าจะสามารถฟื้นตัวได้ที่ 3.7%
ส่วนในกรณีแย่ โอมิครอนมีความรุนแรงเทียบเท่ากับสายพันธุ์ เดลตา และประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อความจำเป็นต้องมีการนำมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศมาใช้ เช่น ปิดประเทศ รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การขยายตัวในปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%
“ขณะนี้ยังมีข้อมูลของโอมิครอนค่อนข้างน้อย คงต้องรอข้อมูล ที่ชัดเจนก่อน แต่หากมีความรุนแรงจนส่งผลกระทบจีดีพีขยายตัวต่ำกว่า 2.8% ภาครัฐอาจจะใช้เงินกู้เพิ่มเติมอีกประมาณ 2-3 แสนล้านบาทเพื่อบรรเทาผลกระทบ ซึ่งอยู่ในสถานะที่สามารถทำได้”
ด้านน.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ผล กระทบต่อตลาดท่องเที่ยวไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาอย่างมากนั้น ในกรณีดีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 น่าจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 4 ล้านคน แต่กรณีแย่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเหลือประมาณ 2 ล้านคน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปทุกๆ 1 ล้านคน จะกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท
น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มภาคการเงินนั้น ในกรณีดี ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดยังน่าจะทยอยลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินตามแผน ซึ่งตลาดประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปี 2565 ถึง 2-3 ครั้ง จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐสูงกว่าไทยในช่วงปลายปี และย่อมจะเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าในช่วงครึ่งปีแรก