เพื่อไทยลั่นต้องแลนด์สไลด์ ภารกิจถอนรากระบอบประยุทธ์

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การเมืองไทยในปี 2565 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าความขัดแย้งต่อเนื่องมาจากปี 2564 จะทวีความรุนแรงมากขึ้น

รัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำถึงขั้นต้องประกาศยุบสภา มีการเลือกตั้งก่อนครบวาระรัฐบาลในปี 2566 หรือไม่

ถ้าเราได้ 250 เสียง เท่ากับศรัทธาของประชาชนอยู่กับเรากึ่งหนึ่ง ฝ่ายนักการเมืองด้วยกัน ต้องคิดหนักว่าจะอยู่ซีกประชาธิปไตย หรือสนับสนุนระบบเดิมๆ ถ้าเราไม่ทะลุ ด่านนี้ก็จบกัน หากจะเอา พล.อ.ประยุทธ์ ออกไปไม่ให้ ส.ว.เข้ามามีบทบาทเลือก นายกฯ ต้องแลนด์สไลด์อย่างเดียว

ในมุมมองของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำหลักของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความคิดเห็นอย่างไร

ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบวิกฤตทุกด้าน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลามถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือวิกฤตศรัทธา วิกฤตทางการเมือง วิกฤตความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือปัญหาเหมืองทองอัครา

ในปีนี้ สิ่งที่ทุกคนคาดการณ์คือ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ซึ่งเราก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิถีประชาธิปไตย เมื่อไม่ไหวจริงๆ พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออก จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องได้นายกฯ ที่ดีกว่านี้ มีความสามารถกว่านี้ ตั้งรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชน เป็นที่พึ่งที่หวังของคนในชาติได้ หรือจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ ปล่อยให้ประชาชนตัดสินอนาคตของพวกเขาผ่านการเลือกตั้ง น่าจะเป็นเรื่องดี

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่หลายคนคาดการณ์ว่า อาจจะเกิดขึ้น คือการรัฐประหาร

ดังนั้น ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เนื่องจาก 1.ความกระตือรือร้น ทุ่มเทหาเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล ความกระตือรือร้นหาผู้สมัครของพรรคใหญ่ซีกรัฐบาลในทุกจังหวัด และเร่งทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เป็นสัญญาณที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

2.วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น การเรียกร้องการต่อสู้เรื่องปากท้อง เรื่องสิทธิเสรีภาพจะคุกรุ่นขึ้น อย่างปัญหาของพี่น้องจะนะ เมื่อเขามาชุมนุมด้วยความสงบ แต่รัฐบาลกลับใช้อำนาจสลายการชุมนุม ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและละเมิดสิทธิเสรีภาพ สร้างแรงกระเพื่อมและความไม่พอใจให้ประชาชนได้ อีกทั้งในเดือน ม.ค.นี้ ชาวสวนลำไยจะมาเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยไร่ละ 2 พันบาท

ภาพเหล่านี้จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจะรับไม่ไหว นี่คือเหตุผลที่เรามองว่ารัฐบาลจะไปไม่รอด แต่จะเกิดขึ้นไปทางไหน เรามิอาจรู้ แต่ไม่ควรมีรัฐประหาร ยึดอำนาจอีกแล้ว เพราะนั่นคือหายนะ

ผมจึงมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม เพราะครบเทอมคือวันที่ 23 มี.ค. 2566 และเมื่อดูข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 24 ส.ค.65 ตรงนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายเรื่องคุณสมบัติ เมื่อถึงเวลานั้นฝ่ายค้านเตรียมยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นความชัดแจ้งมากขึ้นที่พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ไม่ครบเทอม

ทั้งนี้ หลังเดือน มี.ค.-ส.ค.65 จะมีแรงบีบเยอะขึ้น เมื่อกฎหมายลูกเสร็จ ถ้าจะตัดสินใจสละเรือก็เกิดขึ้นได้ เพราะการดำรงตำแหน่งจะติดต่อกันหรือไม่ก็ได้ ให้นับรวมกัน เราจะสู้กับเขาด้วยบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ที่จะอยู่เกิน 8 ปีไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 เพราะบทเฉพาะกาลเขียนรองรับสำทับไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญบังคับใช้ปี 2560 ให้ถือเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสมือนไปรับรองบรรดาการกระทำของรัฐมนตรีที่อยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้รับรองการกระทำนั้น แต่เขาคงลืมนึกไปว่ามีผลต่ออายุของ นายกฯ เมื่อตีความตามกฎหมายชัดๆ นายกฯ ก็ไม่รอด ยกเว้นมีปาฏิหาริย์ บ้านเมืองเราชอบมีปาฏิหาริย์ ซึ่งเราไม่อยากให้มี

ขณะที่สัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเอง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไปไม่รอด เห็นได้ว่าการทำหน้าที่ในสภาง่อนแง่นมาก พรรคร่วมรัฐบาลเหลือเสียงในสภา 266 เสียง ทำให้การประชุมล่มเกือบทุกสัปดาห์ เพียงแต่อาศัยเทคนิคของประธานสภา ที่ปิดประชุมไปก่อนเพื่อรักษาภาพไว้

ด้วยภาวะเช่นนี้ ไม่สามารถบริหารประเทศได้ในกรณีที่จะให้สภาเป็น ผู้ออกกฎหมาย หรือพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่รัฐบาลไม่น่าจะอยู่รอด

นอกจากนี้ ตอนนี้ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ระบบเลือกตั้งประกาศใช้ แล้ว เหลือเพียงการแก้ไขกฎหมายลูก คาดว่าสภาจะเริ่มพิจารณาได้ในเดือนม.ค. หลังผ่านวาระรับหลักการ เข้าสู่ในวาระ 2-3 ช้าสุดเดือนก.พ. น่าจะจบ ก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 28 ก.พ. จากนั้นนำทูลเกล้าฯ หากช้ากว่านั้น กฎกมายจะค้างเติ่งไปถึงเดือนพ.ค. ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

หากกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ มีเหตุการณ์จำเป็นเปลี่ยนแปลง ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ฝ่ายบริหารสามารถออก พ.ร.ก.ได้ กรณีมีเหตุผลความจำเป็นตามมาตรา 172 ซึ่งง่ายกว่า โดยเอากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับที่อยู่ในสภา เปลี่ยนชื่อจาก พ.ร.ป. เป็น พ.ร.ก. บังคับใช้ได้เลย ถ้าสภาเปิดก็ให้สภารับรอง

ดังนั้น จึงเป็นไปได้สูง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์และวิกฤตต่างๆ รัฐบาลไปไม่ได้ ถูลู่ถูกังไป ประเทศจะพัง จะฟื้นไม่ได้ ต้องเปลี่ยน ประชาชนทุกกลุ่มก็อยากเปลี่ยน เพราะอยู่อย่างสิ้นหวัง แค่แก้วิกฤตโควิดยังคาราคาซัง เงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท ถามว่าได้อะไรขึ้นมา หายต๋อมภายใน 2 ปี ทำได้แค่เยียวยา ฉะนั้น หลังเดือน มี.ค.65 อะไรก็เกิดขึ้นได้

พรรคเพื่อไทยเรายืนยันว่าพร้อมแล้ว เรามีกลยุทธ์เพื่อเป้าหมายแลนด์สไลด์ ต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ เพราะความทุกข์ยากของประชาชน จากการ กระทำของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ตลอด 7 ปี เป็นเงื่อนไขแรกเลย ถ้าไม่มีวิกฤตนี้ เราไม่กล้าประกาศแลนด์สไลด์ และถ้าไม่แลนด์สไลด์ ชนะเลือกตั้งเพียง 200 เสียงก็ทำอะไรไม่ได้ กลับไปเหมือนเดิม ต่อให้ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คนอื่นที่ชาญฉลาดมาก แต่อยู่ในระบบเดิม ระบอบเดิม วิธีคิด ไม่เปลี่ยนก็ไปไม่ได้ จึงจำเป็นต้องแลนด์สไลด์

ถ้าเรามีเสียงมากพอ อำนาจการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล คนอื่นก็แย่งเราได้ยากมาก หากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือเกิน 253 เสียง จะเป็นเหตุผลว่าเราสามารถนำอำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปทำในสิ่งที่เขาคาดหวังได้ ถ้าไม่แลนด์สไลด์ก็ตัวใครตัวมัน ครั้นจะมารวมตัวกับพรรคอื่นๆ กว่าจะได้ 300 เสียงยากมาก แค่ 270-280 เสียง เสถียรภาพก็ยังไม่ค่อยดีภายใต้สถานการณ์แบบนี้ต้องได้ 300 เสียงขึ้นไป พอที่จะมีเสถียรภาพทำงาน ใช้สภาขับเคลื่อนออกกฎหมายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายมาก ทุกคนจะได้ประโยชน์จากนโยบายของเราตามสโลแกน “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน” เน้นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เราจะเติมเต็มและต่อยอดให้เป็นคำตอบของประชาชน พร้อมเติมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไป

ส่วนเรื่องข้าว ถามว่าต้องเป็นนโยบายจำนำอีกหรือไม่ เราไม่ยึดติดวิธีการ เพราะหลายคนไม่ชอบใจ แต่ชาวนาชอบ เราก็เปลี่ยนวิธีการได้แต่ชาวนาต้องได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น เรามั่นใจในกระบวนการคิดนโยบายมาก เมื่อเราเสนอออกไปแล้ว ชาวบ้านจะชอบแล้วกาคะแนนให้เราสองใบเลย

ขณะเดียวกันเราก็สร้างเครือข่ายดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ทิ้งคนเก่าที่เป็นขุมพลัง สร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อร่วมจัดทำนโยบาย และเมื่อการสื่อสารการเมืองเราดี ต่อให้เราเจอลูกปืน อาวุธหนักยิงเข้ามา เชื่อว่าก็ยิงไม่เข้าหรือยิงเข้าก็น้อยมาก เป็นการป้องกันการเจาะพื้นที่ เพราะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป สุ่มเสี่ยงต้องเจอวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูงมาก จะมีการทุจริตสูงมาก นอกจากคิดหาคะแนนแล้ว เราต้องป้องกันไม่ให้ถูกทำลายด้วย ดังนั้น เครือข่ายในพื้นที่ต้องเข้มแข็ง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคจะเสนอนั้น จะมี 3 รายชื่อเหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ 1 ใน 3 จะมีชื่อผมด้วยหรือไม่นั้น ต้องไปพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับว่าหัวหน้าพรรคต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย จะเสนอชื่อใครก็ได้ที่มีความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคด้วย

ขณะนี้พรรคกำลังพิจารณา ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่จะเป็นบุคคลที่ตอบโจทย์ เป็นความหวัง เป็นที่ยอมรับ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นจากจุดแข็งจะกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคทันที

อีกหนึ่งโจทย์ที่เราต้องคิดคือ จะฝ่าด่าน 250 ส.ว.ไปได้อย่างไร เพราะเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดตรงส่วนนี้ออกได้ เราต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับระบบนี้ มากกว่าการอยู่กับโควิดเสียอีก ดังนั้น เราถึงต้องตั้งความหวังให้ได้แลนด์สไลด์ ถ้าเราแลนด์สไลด์ก็แก้ได้

ถ้าเราได้ 250 เสียง เท่ากับศรัทธาของประชาชนอยู่กับเรากึ่งหนึ่ง ฝ่ายนักการเมืองด้วยกัน ต้องคิดหนักว่าจะอยู่ซีกประชาธิปไตย หรือสนับสนุนระบบเดิมๆ ถ้าเราไม่ทะลุด่านนี้ก็จบกัน หากจะเอา พล.อ.ประยุทธ์ออกไป ไม่ให้ ส.ว.เข้ามามีบทบาทเลือกนายกฯ ต้องแลนด์สไลด์อย่างเดียว

เราคาดหวังว่าถึงเวลาที่การเมืองไทยต้องเปลี่ยน เราน่าจะแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ก่อนเลือกตั้ง ขณะนี้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติบังคับใช้แล้ว ก็ใช้กลไกตรงนี้มาแก้รัฐธรรมนูญ เราจะเสนอญัตติเลยว่าเป็นเรื่องที่สมควรให้รัฐสภาให้ความเห็นว่าควรจะทำประชามติ โดยส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงขั้นตอนนั้น ครม.คงปฏิเสธยาก

เรื่องสำคัญสุดคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะผ่านสองสภาหรือไม่ ไม่ว่ากันแต่ต้องทำ หรือประชาชนเข้าชื่อกัน 5 หมื่นชื่อก็เสนอทำประชามติได้แล้ว เราผลักดันทั้งสองทาง จะยกร่างใหม่หรือแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นบางหมวด บางมาตราก็น่าจะทำได้ โดยเฉพาะการแก้ระบบการเข้าสู่อำนาจ กลไกการทำหน้าที่ของ ส.ว.

ส่วนความเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มต่างๆ ในปีนี้ เชื่อว่ารูปแบบจะเป็น กลุ่มเล็กๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย แต่ถ้าถึงจุดเดือด จะเกิดการไหลบ่าอย่างแรง ซึ่งเรากลัวจุดนั้น ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะกลายเป็นเงื่อนไขของการยึดอำนาจ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะนายกฯ ไม่เคยเปิดโต๊ะเจรจา ไม่เปิดโอกาสให้กับผู้ชุมนุมเลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน