กรมชลฯปัดเก็บค่าใช้น้ำเกษตร – กรมชลประทาน ยืนยันยังไม่มีการจัดเก็บค่าใช้น้ำทำการเกษตร เป็นเพียงการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. ระบุกฎกระทรวงไฟเขียวให้เก็บค่าใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีนี้ว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 12ม.ค.2565 เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าชลประทาน ตามหลักการในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2518 มาตรา 8 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจในการออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม
ทั้งนี้ยืนยันว่าปัจจุบันกรมชลประทาน ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าชลประทานในภาคเกษตรกรรม ซึ่งให้เรียกเก็บได้ไม่เกินไร่ละห้าบาทต่อปี มีแต่เพียงกฎกระทรวงที่ให้อำนาจรองรับในการจัดเก็บค่าชลประทานเฉพาะนอกภาคเกษตรกรรม ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม การประปา และกิจการอื่น เป็นต้น โดยจะเรียกเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์
เนื่องจากทางน้ำชลประทานตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวงเป็นทรัพยากรน้ำสาธารณะตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 แบ่งทรัพยากรน้ำสาธารณะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม, ประเภทที่สองการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม ผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่สามการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก
นายประพิศกล่าวว่าทั้งนี้ปัจจุบันการใช้น้ำประเภทที่หนึ่งไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ ส่วนการใช้น้ำประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตใช้น้ำและชำระค่าใช้น้ำตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและการใช้น้ำประเภทที่สาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำจะได้ออกกฎกระทรวงกำหนดต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตามหลักการในร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. เป็นเพียงกรอบตัวอย่างเบื้องต้น เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคต่างๆเท่านั้น ซึ่งทางมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมายในฐานะผู้รับจ้างในการแก้ไขกฎหมาย จะต้องสรุปภาพรวมของการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ภาค เสนอกลับมาให้กรมชลประทานพิจารณาก่อนที่จะยกร่างแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยกรมชลประทานจะต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้จากการรับฟังความเห็นอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรและในทุกภาคส่วนต่อไป