ผ่าคดี 5พรานล่าสัตว์ป่าฆ่า2เสือโคร่ง-ถลกหนังอ้างแค้นมาลอบกินวัว
ตร.เชื่อมีนายทุนสั่งการ

แฟ้มคดี

เป็นความสูญเสียที่ควรจะต้องทบทวนอย่างจริงจังเสียที สำหรับกรณี 5 พรานป่า ถูกแจ้งข้อหาเข้าไปล่าสัตว์ภายในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

โดยพบซากเสือโคร่งถึง 2 ตัว ถูกยิงเข้าที่หัวแถมถลกหนังออกมาอย่างเรียบร้อย

ซึ่งต้องเร่งหาสาเหตุให้ได้ว่าเรื่อง เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

เป็นใบสั่งจากกลุ่มนายทุน เพื่อต้องการ หนังไปประดับ หรือชิ้นส่วนร่างกายของเสือโคร่งที่เป็นสิ่งหายาก

หรือเป็นแค่การไล่ล่าเพราะโกรธแค้นที่มากินวัวที่เลี้ยงไว้ของกลุ่มชาวบ้านเอง

เพื่อจะถอดบทเรียนออกมาศึกษา และวางแผนป้องกัน หากเป็นการล่าตามใบสั่ง ก็ต้องขยายผลจับผู้จ้างวาน

หากเป็นเรื่องแก้แค้นที่มากินวัว ก็ต้อง หาทางออก ให้สัตว์ป่ากับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ป้องกันข้อพิพาทเช่นนี้

โดยเฉพาะการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ ไม่ให้เกิดการล่า เช่นนี้อีก

สลดฆ่าเสือโคร่ง-ถลกหนัง

เหตุการณ์สลดครั้งนี้ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 12 ม.ค. โดยระหว่างวันที่ 8-11 ม.ค. นายเจริญ ใจชน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี สั่งการให้พนักงานพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ 10 นาย นำโดยนายวันชัย สูนคำ พนักงานพิทักษ์ป่าฯ ลาดตระเวนตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ หลังจากรับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลเข้าไปลักลอบ ล่าสัตว์ป่า

โดยช่วงสายของวันที่ 9 ม.ค.เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ลาดตระเวนไปถึงป่าลำห้วยปิล๊อก หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ห่างจากในเขตชายแดนไทย-พม่า ประมาณ 3-4 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มควันไฟมาจากลำห้วย จึงซุ่มเข้าตรวจสอบ

พบกลุ่มบุคคล 5 คน ตั้งแคมป์อยู่ริมลำห้วย จึงแสดงตัว ขอตรวจสอบ แต่ระหว่างนั้นสุนัขของกลุ่มพราน ก็เห่าขึ้นมาทำให้ทั้ง 5 ใช้ความชำนาญเส้นทางหลบหนีไป

ตรวจสอบบริเวณแคมป์ พบซากเสือโคร่ง 2 ตัว ถูกยิงตาย แล้วแล่เอาเนื้อมาย่างไฟ หนังถูกถลกออก นำมาขึงให้แห้ง พบอาวุธปืน 4 กระบอก โดย 1 ในนั้นเป็นปืนลูกซอง 5 นัด ยี่ห้อวินเชสเตอร์ หมายเลขปืน 1526415 ของเจ้าหน้าที่อปพร. พร้อมอุปกรณ์ 29 รายการถูกทิ้งอยู่ที่แคมป์ ทั้งปืน .22 และระเบิดปิงปอง

ใกล้กันพบซากวัว 1 ตัว ถูกนำมาผูกเอาไว้กับต้นไผ่ คาดว่าใช้เป็นเหยื่อล่อเสือโคร่ง ให้ออกมากินอาหาร ทั้งนี้ คาดว่าเสือดังกล่าวออกหากกินตามแนวชายแดนไทย-พม่า

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีที่สภ.ปิล๊อก เพื่อให้ติดตามกลุ่มนายพรานทั้ง 5 ในข้อกล่าวหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าเป็นพรานท้องถิ่น และจากการกดดันอย่างหนักในที่สุดพรานชุดแรก 4 คนก็เข้ามอบตัว ประกอบด้วย 1.นายกูกือ ยินดี ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย บุคคลบนพื้นที่สูง อายุ 37 ปี 2.นายจอแห่ง พนารักษ์ อายุ 38 ปี ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย บุคคลบนพื้นที่สูง 3.นายศุภชัย เจริญทรัพย์ อายุ 34 ปี และ 4.นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ อายุ 30 ปี เป็นน้องชายของนายศุภชัย เจริญทรัพย์ และต่อมาสามารถจับกุมพรานคนที่ 5 ได้แก่ นายโชเอ ไม่มีนามสกุล อายุ 66 ปี ถูกดำเนินคดีถึง 10 ข้อหา

เป็นโทษหนักที่ต้องต่อสู้คดีกันต่อไป

อ้างลงมือเพราะแค้นที่กินวัว

ขณะที่การสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า ทั้งหมดมีอาชีพ เลี้ยงวัว เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมานั้น วัวของชาวบ้าน และกลุ่มผู้ต้องหาถูกเสือโคร่งมากิน และกัดตายไปร่วม 20 ตัว จึงตัดสินใจนำซากวัวที่ถูกเสือกัดตายมาเป็นเหยื่อล่อเสือออกมา

ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงเสือเป็นปืนแก๊ปส่วนตัว ทั้งนี้อาวุธปืนลูกซอง 5 นัด ยืมมาจากเจ้าหน้าที่ อปพร.เพื่อนำมาป้องกันตัวเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่อปพร.ซึ่งเป็นเจ้าของปืนคนดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนเข้าไปร่วมล่าเสือโคร่งแต่อย่างใด

ขณะที่นายโชเอ ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวคนที่ 5 ให้สัมภาษณ์เป็นภาษากะเหรี่ยงผ่านล่ามว่า ตนไม่รู้เรื่องกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับว่าไปเลี้ยงวัวและอยู่ในกระต๊อบนั้นจริง ต่อมาวัวของตนเดินกลับลงมาด้านล่าง จึงเดินตามฝูงวัวลงมา แต่ลืมเอาเปลที่ผูกเอาไว้กลับมาด้วย ยืนยันว่าไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะมีการวางแผนในการยิงเสือโคร่งในครั้งนี้

ด้านนายประสาท แดงเถิน ผู้ใหญ่บ้านบ้านปิล๊อกคี หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ เปิดเผยว่า ปกติชาวบ้านก็จะต้อนวัวต้อนควายขึ้นไปกินหญ้าบนยอดห้วยเช่นตามป่าหมาก รวมทั้งพื้นที่พันไร่ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมนั้นเป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่เคยมีพฤติกรรมในการล่าสัตว์มาก่อนแต่อย่างใด

ทุกคนไปสร้างกระต๊อบเอาไว้ในป่าเพื่อดูแลวัวควาย ของตนเอง ซึ่งเขาไม่ได้มีอาชีพเป็นนายพรานแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุตนเชื่อว่าเมื่อพบเสือมากินวัวของตนเองจึงใช้อาวุธปืน ยิงเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เสือมากัดวัวกัดควายของชาวบ้านเท่านั้นเอง และไม่เคยคิดว่าเมื่อยิงแล้วจะเอาเสือไปค้าหรือ นำไปขาย

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เพราะผลชันสูตร ซากเสือโคร่งจากคณะสัตวแพทย์ พบว่าเสือโคร่งโดนยิงเข้า ที่หัวอย่างเดียว ตัวแรกโดนยิงไป 12 รู เป็นลูกกระสุนลูกปราย ตัวที่สองโดนยิงไป 4 รู จากลักษณะเป็นการจ่อยิง จึงเชื่อว่าเป็นความตั้งใจล่ามากกว่า ยิ่งกว่านั้นสภาพหนังเสือที่ถูกถลกอย่างประณีต แสดงถึงเจตนาต้องการประโยชน์จากซากเสือโคร่ง ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบไม่พบว่าเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ไม่เคยพบเสือโคร่งมาก่อน จึงอาจจะเป็นการขยายถิ่น หรือเป็นเสือ ที่อาศัยอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแล้วเข้ามาหากินในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิที่มีชายแดนติดกัน

เชื่อว่าเสือทั้ง 2 ตัวอาจจะย้ายถิ่นฐานมาจากพื้นที่อื่น และเข้ามาอาศัยหากินอยู่ในเขตอุทยานทองผาภูมิได้ประมาณ 1-2 เดือน และเมื่อกลุ่มนายพรานเห็นร่องรอยของเท้าเสือโคร่ง จึงร่วมกันวางแผนล่า

ขณะที่ศาลให้ประกันตัวโดยตีราคาหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท

สู้คดีกันต่อไป

เร่งสอบสวน-เชื่อนายทุนสั่งตาย

อย่างไรก็ตามในคดีดังกล่าวไม่ใช่เป็นแค่คดีล่าสัตว์ธรรมดา เพราะเป็นความผิดตามอนุสัญญาไซเตส อย่างกรณีเสือโคร่งจัดอยู่ในระดับห้ามเด็ดขาด เพราะเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และเป็น 1 ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าควบคุมและใกล้สูญพันธุ์ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบขยายผลถึงกลุ่มนายทุนที่ว่าจ้าง

เป็นเรื่องที่ระดับโลกจับตา

ทั้งนี้กรณีการล่าสัตว์ ที่เป็นข่าวครึกโครมมากที่สุด ก็หนี ไม่พ้นกรณีของนายเปรมชัย กรรณสูต เจ้าสัวแห่งอิตาเลียนไทย ที่เข้าไปล่าเสือดำภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2561 โดยพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก ประกอบด้วยซากเสือดำชำแหละแล้ว 1 ตัว น้ำหนัก 10.6 ก.ก. หนังเสือดำยาวจากหัวถึงสะโพก 83 ซ.ม. หนังเสือดำชำแหละแล้ว 1 ผืน หนัก 2.6 ก.ก. ความยาวจากหัวถึงหาง 1.48 ม. ซากไก่ฟ้า หลังเทา 1 ตัว หนัก 0.6 ก.ก. และเนื้อเก้ง จึงแจ้งข้อหา นายเปรมชัยและพวก คุมตัวไปดำเนินคดีที่สภ.ทองผาภูมิ

ต่อมาอัยการสั่งฟ้อง นายเปรมชัย เป็นจำเลยที่ 1 นายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 นางนที เรียมแสน จำเลยที่ 3 และนายธานี ทุมมาศ จำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายเปรมชัย 16 เดือน นายยงค์ 13 เดือน นางนที จำคุก 4 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท โทษจำคุกรอการลงโทษ 2 ปี และจำคุกนายธานี 2 ปี 17 เดือน

อธิบดีอัยการศาลสูงภาค 7 ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำคุกนายเปรมชัย 2 ปี 14 เดือน จำคุกนายยงค์ 2 ปี 17 เดือน จำคุกนางนที 1 ปี 8 เดือน รอการลงโทษ และจำคุกนายธานี ทุมมาศ 2 ปี 21 เดือน

และในชั้นศาลฎีกา ระบุว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น และไม่มีเหตุต่อการรอการลงโทษ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แก้ไขเพิ่มเติม ปี พ.ศ.2562 ให้ยกเลิกมาตรา 55 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดในส่วนนี้

แต่ยังคงมีความผิดข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแก้ไขเพิ่มเติมปี พ.ศ.2562 ดังนั้น ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 คงจําคุก 2 ปี 14 เดือน นายยงค์ จำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี 17 เดือน นายธานี จำเลยที่ 4 คงจำคุก 2 ปี 21 เดือน

ส่งคุมขังในเรือนจำทันที

ซึ่งก็หวังว่าผลการตัดสินในคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้รับรู้โทษทัณฑ์ของการล่าสัตว์ป่า แต่สุดท้ายก็ยังเกิดขึ้นมาอีกจนได้

กลายเป็นคำถามว่าจะต้องมีมาตรการอย่างไร ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้อีก??

หนังเสือโคร่ง

ค้นบ้านพราน

เก็บหลักฐาน

จับผู้ต้องหา

ปลอกกระสุน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน