‘TAEW’แชร์ตัวตนคนคลั่งรักรู้ต้นตอแพนิก-เหตุไม่ปล่อยวาง – สลัดคราบนักแสดง ก้าวสู่ศิลปินเต็มตัว นาม “TAEW” กับเพลงแรกในชีวิต “BABYBOO” โดยนางเอกสาวคนเก่งแห่งช่อง 3 ‘แต้ว’ ณฐพร เตมีรักษ์ จัดหนักจัดเต็ม ทั้งท่าเต้น เสื้อผ้าหน้าผมหลากหลายลุกส์ที่บ่งบอกความเป็น “TAEW”
วันนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับศิลปินสาว ป้ายแดงถึงการทำเพลง รวมถึงอัพเดตเรื่องที่ตนเองเป็นโรคแพนิก
ปล่อยเอ็มวีเพลง “BABYBOO” แค่ วันเดียว ยอดวิวทะลุล้านแล้ว?
แต้ว – “ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะ ที่ทำให้เพลง BABYBOO ทะลุล้านวิวแค่หนึ่งวันเท่านั้น วันนี้แต้วมาเป็นศิลปิน และได้รับการตอบรับที่ดีมาก ขอบคุณทุกยอดวิว ขอบคุณทุกคอมเมนต์ และทุกกำลังใจที่ส่งมาค่ะ”
ในเอ็มวีเปลี่ยนกี่ชุด?
แต้ว – “9 ชุดค่ะ เรื่องชุดแต้วไม่ได้ออกแบบหรือไปเลือกอะไร แต่เราออกความคิดเห็น นิดหน่อยว่าเราโอเคลุกส์นี้ ไม่ชอบลุกส์นั้น เพราะแต่ละอันเกี่ยวโยงมาถึงตัวแต้วด้วย อย่างอันแรกดราม่าควีน เกี่ยวกับที่เราเล่นละครดราม่าแทบจะทุกเรื่อง แล้วลุกส์ตุ๊กตาจะเหมือน อลิซ อิน วันเดอร์แลนด์ เราดูตัวใหญ่ในโลกของตุ๊กตา เซ็ตงูแน่นอน เจ้าแม่นาคี เป็นชื่อติดตัวไปตั้งแต่วันที่เล่น เลยเอามาใส่ในซิงเกิลนี้ด้วย อันที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เราเคยเป็น เชียร์ลีดเดอร์ มีความเป็นเด็กซนๆ หลายๆ อันจะอิงกับตัวเองค่ะ”
“ที่เห็นถ่ายทำแค่วันเดียว ไปถึงดูเบรกดาวน์ 9 ชุด เหนื่อยแน่ๆ แต่พอไปถ่ายจริงๆ สนุกมาก เอ็นจอยกับการเปลี่ยนชุด เป็นการทำงานที่ดูท้าทายมาก ความเป็นนักร้องความเป็นศิลปินมันต้องแชร์มุมมองของตัวเรา ก็จะมีทั้งความเป็นตัวเรา อย่างซีนแรกที่ถ่าย ตื่นเต้นมาก เพราะเป็น เชียร์ลีดเดอร์ ประหม่ามาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำแค่ไหน ก็ประหลาดใจดี ทำงานมาไม่รู้เท่าไหร่ พอมาอยู่ตรงนี้ตื่นเต้นค่ะ”

อะไรที่ทำให้คิดโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา?
แต้ว – “เรารู้สึกแฮปปี้กับเสียงเพลงกับการเพอร์ฟอร์แมนซ์ ไม่ว่าจะเต้นร้อง แต้วไม่ได้มีต้นทุนมากในการร้องเพลง เราเรียนร้องเพลงเพื่อจะนำมาใช้ในการแสดง แต่ก็เป็นการท้าทายเราว่าวันนึงเราจะลุกขึ้นมาเพอร์ฟอร์แมนซ์ในรูปแบบไหนในการโชว์ นักแสดงทุกคนต้องเคยทำตอนไปงาน อีเวนต์ หรือแม้แต่ในละครก็ต้องร้องเพลง เลยคิดว่าช่วง โควิดเป็นช่วงเวลาให้เราได้ทำอะไรใหม่ๆ เลยเข้าไปคุยกับช่องว่าลองทำกันไหม เพราะช่องก็มีนโยบายในการทำคอนเทนต์ใหม่ๆ ก็เลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ให้ลองทำดู ก็เลยออกมาเป็นซิงเกิลแรก เบบี้บู”
โปรเจ็กต์นี้เราเป็นคนเลือกทีมงานเองไหม?
แต้ว – “เป็นการคุยกันว่าเราจะไปเวย์ไหนก่อน พอตกลงร่วมกันว่ามาทางนี้ โปรดิวเซอร์ก็เป็นพี่แทน (ธารณ ลิปตพัลลภ) และพี่คัตโตะ (อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล) วง LIPTA เรารู้สึกว่าเราทำงานกับพี่แทนมาอยู่แล้ว ก็คิดว่าจะได้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ก็ตกลงทำกับพี่แทน ส่วนเนื้อหาเพลงโปรดิวเซอร์ทำการบ้านมาดีค่ะ พี่คัตโตะเป็นอีกหนึ่งคนในที่ประชุมที่ ผลักดันให้มาทางนี้ เขาทำการบ้านโดยไปดูไลฟ์สไตล์ในไอจีแต้วว่าวันๆ ทำอะไรบ้าง สรุปมาได้ว่าเป็นคนคลั่งรักคนนึง เขาเลยกลั่นออกมาเป็นเพลงนี้ที่มีความสดใส สนุกกับการใช้ชีวิต กับการได้ทำอะไรใหม่ๆ”
ตอนเห็นเนื้อเพลงที่มาประมาณคนคลั่งรัก รู้สึกอย่างไร?
แต้ว – “ชอบนะ จริงๆ เราเป็นคนชอบเพลงที่ ผู้หญิงดูอ้อนๆ แบบนี้อยู่แล้ว น่ารักดีเวลาเต้น พอฟังครั้งแรกกรี๊ดเลย ดีใจ มันจะเป็นเพลงที่เราได้พรีเซนต์ อัดวิดีโอตอนนั้นเลย หลังจากที่ได้เดโม่มา เราก็พัฒนาเพลงนี้กันไปต่อ จริงๆ เพลงนี้แทบจะไม่ใช่เพลงแรกที่ทำ เราทดลองกันมาหลายอัน แล้วก็มาลงที่ เบบี้บู เป็นเพลงแรกที่จะเปิดเข้าสู่โลกของการเป็นศิลปิน”
แล้วทำไมดึง ‘กวินท์ ดูวาล’ มาฟีเจอริ่ง?
แต้ว – “จริงๆ เป็นการแนะนำจากโปรดิวเซอร์ด้วยค่ะ เรารู้สึกว่าด้วยเอ็นเนอร์จีของเพลง สไตล์ของกวินท์เหมาะและลงตัวกับเพลงนี้ที่สุด พอได้ฟังท่อนแร็พของกวินท์ รู้สึกว่านี่คืออัจฉริยะของการแร็พแนวนี้ เขาตีโจทย์ได้แตกในการสื่อความหมาย ให้มีความเป็นตัวเราในท่อนแร็พนั้นด้วย วันแรกที่เจอก็ถามว่า กวินท์แต่งท่อนแร็พนานไหม แต้วก็คาดหวังว่าเขาจะบอกว่าเป็นอาทิตย์เลยพี่ กวินท์ตอบว่า อ๋อ..พี่ 2 ชั่วโมงนิดๆ เราก็ว้าว”
พอเห็นเอ็มวีเพลงแรกในชีวิต เป็นไงบ้าง?
แต้ว – “มันดูยิ่งใหญ่ วันที่เอ็มวีจะออกนอนไม่หลับเลย ตื่นเต้น เป็นเหมือนอีกอย่างนึงที่เราไม่เคยลองทำในวงการ เคยร้องเพลง แต่ไม่ได้เป็นเราขนาดนี้ ทั้งตัวเพลงทั้งเอ็มวีที่เป็นของเราเอง ชื่อแต้ว ฮัลโหล ใหญ่มาก มันตื่นเต้นจนเก็บไม่อยู่จริงๆ”

ตอนแรกคนคาดหวังเรื่องความเซ็กซี่?
แต้ว – “มันปนๆ หลายฟีลลิ่ง เราไม่ใช่คนที่มีมิติเดียว มันครบทุกลุกส์ ไม่สามารถจำกัดความได้ว่าเป็นคนแบบไหน เอ็มวีนี้เลยเป็นคำตอบว่าเราเป็นคนแบบไหน เราเป็นคนที่มิกซ์หลายๆ อย่าง แล้วแต่อารมณ์สิ่งแวดล้อมในการพาไปในแต่ละวัน”
เป็นศิลปินคนแรกของช่อง 3?
แต้ว – “พอพูดอันนี้ดูยิ่งใหญ่ ดูเป็นประวัติศาสตร์ของช่อง นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะเก็บไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ไม่ว่าจะอีกกี่ปี ก็จะบอกนี่ยายนะลูก เคยเป็นศิลปินคนแรก เสียงอย่างนี้แหละ เป็นเรื่องเอาไว้คุยได้ เราไม่ได้คิดว่ากระแสตอบรับเป็นอย่างไร ในทางธุรกิจจะเป็นอย่างไร เราดีใจที่ผู้ใหญ่สนับสนุน เราไม่ได้บอร์นทูบีนักร้องขนาดนั้น วันนี้มันก็ไม่ได้ดีมาก แต่ก็แฮปปี้ อยากจะแชร์ให้ทุกคนได้ดู หวังว่าจะชอบกัน”
แสดงว่าเตรียมมีเพลงใหม่ด้วย?
แต้ว – “ต้องรอดูว่าจะไปได้สักกี่น้ำ (หัวเราะ) ถ้ามีคนซัพพอร์ต ชอบ ก็อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ดูว่าจะเป็นแบบไหนต่อไป”
ด้วยตอนนี้มีกระแสวิจารณ์ตัวเราเยอะ มีผลต่อการตัดสินใจในการจับงานเพลงของเราไหม?
แต้ว – “แน่นอน ทำอะไรก็ต้องมีสติ ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนไม่มีสติ แต่อาจจะมีขาดสติบ้าง นิดหน่อย (หัวเราะ) มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าการกระทำของเรามีเอฟเฟ็กต์ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ เราก็อยากให้คนส่วนใหญ่ชอบ แต่ที่สำคัญต้องไม่สูญเสียความเป็นเรา การหาตรงกลางตรงนี้ เป็นสิ่งที่ยากสำหรับเราและทีม”
มีท่าเต้นด้วย?
แต้ว – “ค่ะ แต้วว่าเพลงมันทัชใครหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เวลามีความสุข มีความรัก เราก็อยากจะดูน่ารักในสายตาของใครคนนึง น่าจะโดนใจใครหลายๆ คน มีความชอบพอที่จะลุกขึ้นมาเต้นด้วยกัน”
ประณัย (พรประภา) คนใกล้ตัวว่าไงบ้าง?
แต้ว – “(เขิน) เขาก็บอกน่ารักดี เขาก็ช่วยแชร์ฟีดแบ็กกลับมาว่าคนโน้นคนนี้ว่ายังไงบ้าง ก็แอบเชียร์อยู่เบาๆ”

แต่เพลงนี้ก็แอบหมายถึงเขาด้วยนะ คนคลั่งรัก?
แต้ว – “(เขิน) ก็บู่บู้ไง ทุกคนก็เป็นบู่บู้ได้”
เขาเขินไหม เพราะเพลงนี้มีกลิ่นอายความเป็นเราและเขาด้วย?
แต้ว – “เขาก็ไม่ได้เขินขนาดนั้น จะเป็นฟีลเห็นว่ามันเป็นชิ้นงานชิ้นหนึ่งที่เราไปขลุกอยู่กับมัน ซึ่งเราไม่เคยแชร์ให้เขาดูก่อนหน้านี้เลย หรือแม้แต่คนที่บ้าน ก็จะเอาให้ดูก่อนที่จะไฟนอลแล้ว จะได้เป็นการเช็กเรตติ้งไปด้วยว่าชอบไหมในฐานะคนดู ทั้งคุณแม่ ที่บ้าน และบู่บู้เองเขาก็ชอบ (หัวเราะ)”
ถามถึงเรื่องเป็นแพนิกหน่อย ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
แต้ว – “ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นการเรียนรู้ทุกวันค่ะ เพราะมันไม่ได้หายไปเลย เรียนรู้ที่จะอยู่กับเขา ต้องมีสติ เราก็ไม่อยู่จุดที่ดาวน์มากๆ เพราะเป็นมานานแล้ว จากบุคลิกลักษณะของเรา ไม่ได้จากคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรของใคร มันเป็นสารเคมีบางอย่าง หรือลักษณะนิสัยเราที่เอื้อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา พอเราออกมาพูด จากที่ฟังจากคนรอบข้าง ก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่เป็น แล้วสิ่งที่เราพูดมันก็สะท้อนไปในทางเดียวกันว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่เป็น มันเป็นเสียงสะท้อนไปเรื่อยๆ ว่าเป็นสิ่งปกติที่ต้องเป็น หรือมีคนที่ต้องเจอ กับสิ่งนี้หลายคน”
“แต้วเชื่อว่าทุกครั้งที่แต้วพูด หรือคนรู้ หรือคนที่เป็น เขาก็ให้กำลังใจกันว่าทำสิ่งนี้ถูกแล้ว ดูแลตัวเองทำสิ่งที่ตัวเองชอบ และหาความสุขให้ตัวเอง จุดที่เป็นเซฟโซนของเราก็จะช่วยรักษาโรคแพนิกนี้ไว้ได้ จริงๆ ไม่เคยปิดว่าเป็น แต่ไม่มีโอกาสที่จะพูด พอมีโอกาสได้พูดก็มีกระแสที่ดีกลับมา มีทั้งให้กำลังใจและมีคนพร้อมจะเข้าใจเรามากขึ้น แล้วก็เป็นคำขอบคุณที่ออกมาแชร์ไม่ใช่เรื่องแพนิกนะ แต่เป็นสิ่งที่เราผ่านมาในชีวิตค่ะ ก็รู้สึกดีค่ะ”
สำหรับแต้วอะไรคือจุดเริ่มต้นของการเป็นแพนิก?
แต้ว – “เราเป็นคนที่อยากทำอะไรแล้วอยากให้มันดีที่สุด ในแง่ของการทำงานการเรียนรู้ทุกอย่างมันเลยสะสม ทำให้เราเป็นคนที่คอยกดดันตัวเองตลอด ก็เลยเป็นนิสัย เก็บมานานจนร่างกายคงต้องการดีท็อกซ์ ก็เลยต้องโชว์อะไรที่ผิดปกติขึ้นมาให้รู้ว่าเธอใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นบ้าเอ๋อ มันเลยออกมาในรูปของแพนิก แต้วคิดว่านะ พูดออกมาให้เห็นภาพ”

เวลาแต้วทำอะไรจะสุดทุกเรื่อง?
แต้ว – “แต้วไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุด เหมือนเป็นคนที่มีความพยายามแล้วเราเชื่อว่าถ้าทำอะไรเราทำให้สุด จะได้ไม่เสียใจทีหลัง ทำให้ไม่ค่อยปล่อยกับอะไร แต้วคิดว่าการเป็นแพนิก เพราะเราไม่เรียนรู้ที่จะปล่อยวางเท่าไหร่ ก็เลยทำให้เป็น”
แต้วว่าชีวิตแต้วพลิกผันไปไหม หลังจากเลิกคนเก่า เปิดตัวคนใหม่?
แต้ว – “แต้วว่ามันไม่ได้อยู่ที่คนเก่าคนใหม่หรืออะไร มันหลายๆ อย่าง หลายๆ องค์ประกอบ มันค่อยๆ พาไปให้เราอยู่ในจุดที่มันเปลี่ยนไปในการที่มีสิ่งที่มากระทบกับเราค่ะ”
สุดท้ายฝากเพลงหน่อย?
แต้ว – “ฝากด้วยนะคะ Babyboo เพลงที่สะท้อนความเป็นตัวเรามากๆ ใครอยากเต้นก็มีชาเลนจ์ให้ไปเต้นกันใน tiktok ในช่องทางต่างๆ ก็สามารถฟังได้ทุกช่องทาง ไปให้กำลังใจกันเยอะๆ นะคะ”
อนงค์ จันทร