‘นิต้า มานิตา’เปิดใจ นางสาวไทยลูกครึ่ง! – นับเป็นสาวลูกครึ่งคนแรกที่คว้ามงกุฎนางสาวไทยมาครอง สำหรับ นิต้า มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ สาวงามลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 25 ปี
“ต้าภูมิใจในตัวเองมากๆ เพราะเราเต็มที่ในทุก กิจกรรมจริงๆ ดีใจที่คณะกรรมการเล็งเห็นว่าต้าเหมาะสมกับตำแหน่งนางสาวไทย ต้าคิดว่าต้าตรงกับบริบทนางสาวไทยปีนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง วัฒนธรรม การศึกษา เราสนใจเรื่องนี้จริงๆ”
นิต้า มานิตา ให้สัมภาษณ์เปิดใจหลังคว้ามงกุฎนางสาวไทยคนที่ 53 ประจำปี 2565 ลงจากเวทีในการประกวดรอบตัดสินค่ำคืนวันที่ 6 ก.พ. 2565 ที่เซ็นทรัล เวิลด์ ไลฟ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“ต่อไปอาจจะ มีคำวิจารณ์ว่านางสาวไทยแต่หน้าลูกครึ่ง ก็อยากจะบอกว่าตั้งแต่วันแรกที่มาสมัครก็มีคำพูดนี้ เรามาเป็นตัวแทนของคนที่อาจจะเป็นลูกครึ่งเชื้อชาติต่างๆ ถ้าเกิดและโตในไทยก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง แม่หนูสอนด้วยความเป็นไทยมาตลอด เด็กๆ กินเขียดทอดค่ะ คุณพ่อก็ไม่ได้อยากให้เราไปโตที่เมืองนอก อยากให้โตในไทย มีคลิปต้าตอนเด็ก แม่จับขาเราแล้วร้องเพลงว่า ‘ขาตรงๆ เป็นนางสาวไทย’ ทำให้เราภูมิใจมากว่าจากเด็กคนนั้นกลายมาเป็นเราบนเวทีวันนี้และได้รับเกียรติให้สวมมงฯ นางสาวไทย” นิต้าซึ่งเกิดและโตที่จ.ภูเก็ต กล่าวพร้อมกับมีน้ำตา

ก่อนให้สัมภาษณ์ต่อว่า “คุณพ่อ คุณแม่ไม่ได้มา เดี๋ยวต้องโทร.หาค่ะ เราจะทำตำแหน่งนี้อย่างเต็มที่ที่สุด ไม่อยากให้มองว่านางงามเป็นแค่คนคนหนึ่ง เราตั้งใจจะมาทำเพื่อประเทศ ขอบคุณแฟนๆ มากๆ ดีใจมากๆ ที่คนชื่นชอบในตัวเรา ความพยายามนั้นเห็นผลแล้ว ฝากติดตามนิต้า มานิตา คนนี้ ในฐานะนางสาวไทยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ”
นิต้า มานิตา โดดเด่นตั้งแต่เริ่มการประกวด สาวหวานนัยน์ตาคมบวกกับการตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน ตรงประเด็น จึงชนะใจกรรมการไปในที่สุด
สาวงามผู้คว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 ได้แก่ มุก อัญพัชร์ ปิติประจักษ์วัชร, รองอันดับ 2 นิดา วนิดา ดอกกุหลาบ, รองอันดับ 3 นิกกี้ อธิชา เรนนี่ และ รองอันดับ 4 ไข่มุก ศรณ์ศรฏฐ์ วิทยาเรืองสุข

นิต้า เจ้าของส่วนสูง 173 ซ.ม. น้ำหนัก 57.5 ก.ก. จบการศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะคอมมูนิเคชัน อาร์ต เกียรตินิยมอันดับ 1 ปัจจุบันเป็นเซลส์เมเนเจอร์ และครูอาสา ในตำแหน่งวิทยากรพิเศษส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่โรงเรียน วัดบางไผ่นารถ อ.บางเลน จ.นครปฐม สื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เคยดำรงตำแหน่งรองอันดับ 1 มิสแกรนด์ภูเก็ต 2017 และเข้ารอบ 12 คนสุดท้ายการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018

ในรอบตอบคำถาม 5 คนสุดท้าย นิต้าได้คำถามว่า องค์การเพื่อสตรีสหประชาชาติประเมินว่าในทุก 3 เดือนที่ล็อกดาวน์ จะมีผู้หญิง ต้องทนทุกข์ทรมานจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัวถึง 15 ล้านคน ถ้าคุณเป็นนางสาวไทย เป็นตัวแทนผู้หญิงทั้งประเทศ คุณจะมีส่วนทำให้ปัญหาดังกล่าวลดลงได้หรือไม่ อย่างไร
นิต้าตอบว่า “การทำร้ายร่างกายในครอบครัวเกิดขึ้นเพราะเราถูกสอนว่าต้องทน ต้องยอมคน อ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราจะต้องต่อสู้ ต้องกล้าที่จะเดินออกมา ช่วยเหลือตัวเอง ฉันจะไม่ทนกับสิ่งนี้ต่อไป กล้าที่จะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งในสังคมนี้”

ส่วนคำถามรอบ 3 คนสุดท้ายซึ่งเป็นคำถามเดียวกันที่ว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้โซเชี่ยลมากที่สุด ในโลก ถ้าคุณได้เป็นนางสาวไทยคุณจะใช้คอนเทนต์อะไรนำเสนอให้โลกรับรู้
“ต้าจะนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านในชุมชนมาโพสต์แชร์ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย ตอนที่ต้าไปอำนาจเจริญ ต้าไลฟ์ขายของให้ชาวบ้าน 1 ชั่วโมง ได้เงิน 20,000 บาท เพราะฉะนั้นแล้ว 1 ปีในตำแหน่งนางสาวไทย ต้าจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการเป็นทูตทางวัฒนธรรมคนใหม่อย่างแน่นอนค่ะ” คำตอบสดๆ เป็นธรรมชาติแฝงด้วยไหวพริบปฏิภาณของต้าเรียกเสียงปรบมือลั่นฮอลล์
นิต้าเผยด้วยว่าหลังจากนี้ต้องเดินทางไปแก้บนที่ จ.อำนาจเจริญ เพราะบนไว้หลายที่ระหว่างร่วมกิจกรรมเก็บตัวกับกองประกวดนางสาวไทย

นางสาวไทยคนที่ 53 ประจำปี 2565 จะร่วมปฏิบัติภารกิจสาธารณกุศลมากมายเพื่อเป็นตัวแทนหญิงไทยแห่งยุคสมัยใหม่ในฐานะภูมิปัญญาแห่งอนาคต รวมถึงเป็นกระบอกเสียงให้สังคม ส่งเสริม และยกระดับการศึกษาให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
รอชมบทบาทนางสาวไทยของเธอ…

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน