‘ตูมตาม’ดาราเด็กยุค90 – เข้าวงการบันเทิงเล่นละครตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง สำหรับดาราเด็กยุค 90 ‘ตูมตาม’ วศิน มีปรีชา ลูกชายของนักแสดงอาวุโส ‘ต้อย’ พิราวรรณ ประสพศาสตร์
ล่าสุด ‘ตูมตาม’ ในวัย 36 ที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีอาชีพเป็นเชฟ เปิดใจย้อนเล่าชีวิตวัยเด็ก พร้อมการตัดสินใจบินไปเรียนการทำอาหารที่อเมริกา

จุดเริ่มต้นการเป็นดาราเด็กยุค 90?
ตูมตาม – “ตอนนั้นคุณแม่ถ่ายละครของดาราวิดีโอ เหมือนแม่บ้านไม่อยู่ แม่เลยต้องเอาไปเล่นที่กองถ่าย ปรากฏเขาเปิดละคร เรื่องหนึ่งแล้วไม่มีดาราเด็ก เลยมาขอคุณแม่ว่าเอาลูกมาเล่นได้ไหม คุณแม่ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ลูกเป็นดารา และกลัวเด็กจะงอแงทำให้ถ่ายละครไม่ได้ บังเอิญพี่ที่ทำธุรกิจ กองถ่ายสนิทกับแม่บ้าน เขาเลยใช้วิธีที่ว่าพอคุณแม่ออกไปทำงานปุ๊บ เขาก็แอบเข้ามา รับเราไปเล่น ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่ก็เล่นด้วย แต่คุณแม่ก็เห็นว่าเด็กในรูปที่พระเอกนางเอกอุ้มหน้าตาเหมือนลูกเราเลย แต่คงไม่ใช่หรอกมั้ง เพราะคิดว่าคงอยู่ที่บ้านแหละ พอถ่ายจบแล้วคุณแม่ถึงมารู้ว่าเขาเอาเราไปเล่น”
คุณแม่โกรธไหมที่เอาลูกชายไปเล่นละคร?
ตูมตาม – “เหมือนจะโกรธ แต่ก็ไม่โกรธหรอก เขาแค่เกรงใจ กลัวว่าลูกจะทำให้คนอื่นเสียเวลา แต่ทุกคนบอกว่าเราเป็นเด็กที่ไม่ร้อง ไม่งอแง เลยให้เราเล่นต่อมาเรื่อยๆ”

ตอนนั้นรู้สึกยังไงที่ได้เล่นละคร สนุกหรือแปลกใหม่?
ตูมตาม – “ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกใหม่ รู้แค่เสาร์ อาทิตย์ จะไม่ค่อยได้ดูการ์ตูน ไม่ได้หยุดเหมือนเด็กคนอื่น ต้องถามดารา ยุค 90 ครับ ทุกคนจะรู้ว่าถ่ายละครมันไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ สมัยนั้นถ้าเรา ไปถ่ายนอกโลเกชั่น ไปต่างจังหวัด จะปูเสื่อนั่งกินข้าวจริงๆ ไม่มีที่ให้นั่งพัก แต่สมัยนี้สะดวกสบายขึ้น อย่างน้อยก็มีแก้วของใครของมัน เวลาทานข้าวก็มีโต๊ะ”
เล่นละครตั้งแต่ 2 ขวบ จนถึงอายุ เท่าไหร่?
ตูมตาม – “ถึงประมาณ 12 ปีครับ”

เรียนไปด้วย เล่นละครไปด้วย ต้องจัดสรรเวลาอย่างไร?
ตูมตาม – “เสาร์อาทิตย์ต้องถ่ายละคร เต็มวัน วันธรรมดาจะกลับบ้านไวขึ้น เพราะบางทีต้องเข้ากองตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่ถ้าช่วงไหนเล่นหนังใหญ่ หรือละครที่รีบ ออนแอร์จริงๆ ก็ต้องหยุดเรียนบางวัน หรือไม่ก็เข้าไปเรียนช่วงเช้า พอบ่ายสองก็ออกมาเร็วขึ้น และช่วงไหนที่ว่างต้องไปเรียนพิเศษ เรียน 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่มทุกวัน”
มันยากสำหรับเราไหมในวัยนั้น?
ตูมตาม – “ไม่เชิงว่ายาก แต่รู้สึกน่าเบื่อ เพราะวันหยุดไม่ได้หยุด ไม่เคยได้นั่งดูการ์ตูนวันเสาร์อาทิตย์ อย่างเพื่อนไปเที่ยวกันเสาร์อาทิตย์เราไม่ได้ไป วันหยุดเราไปถ่ายละคร ส่วนวันที่เรียนกลับมาก็ต้องไปเรียนพิเศษต่อ”

มันดีใจ ภูมิใจไหม เวลาที่ทำงานมา ได้เงิน เอาไปซื้อของที่อยากได้ในวัยเด็ก?
ตูมตาม – “สมัยนั้นเอาตรงๆ ไม่ค่อยรู้สึก เพราะตั้งแต่จำความได้ กิจวัตรเราจะเป็น อย่างนี้ตลอดเป็น 10 ปี จะได้แค่รู้สึกว่ามันดีตรงที่เราได้ประสบการณ์ ความรับผิดชอบมากกว่าชาวบ้าน บางคนไม่มีประสบการณ์แบบเรา อย่างใครจะได้ไปเที่ยวตอนสวนสนุกปิด บ้างล่ะ หรือจะได้เข้าห้างก่อนที่เขา จะเปิด”
รู้สึกอิ่มตัวในการแสดง ถึง หันหลังให้วงการ?
ตูมตาม – “จริงๆ ไม่ได้หันหลังให้วงการนะ แต่เราเรียนโรงเรียนรัฐบาลตอนม.ต้น ตอนถ่ายละคร ก็จะมีแค่เสาร์ อาทิตย์ แล้วมันเป็นช่วงที่เราไม่ได้โต แล้วก็ไม่ได้เด็ก ช่วงนั้นจะไม่มีบทให้เล่นอยู่แล้ว แต่ก็มี บ้างนะที่ติดต่อมา ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง คุณแม่ก็ปฏิเสธงานจนผู้ใหญ่เข้าใจว่าคุณแม่อยากให้ลูกไปเรียนมากกว่า แล้วเขาก็ยกเลิกไปเอง”

พอโตขึ้นมาพ่อแม่สนับสนุนอาชีพอื่น?
ตูมตาม – “คือผู้ใหญ่ชอบพูดว่า เขาอยากให้เรามีอาชีพที่มั่นคง เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าเราจะถ่ายละครได้ถึงเมื่อไหร่ แม่เลยอยากให้เรียนมากกว่า อยากให้ทำอาชีพที่เราอยากทำ เพราะละครไม่ได้เป็นอาชีพที่เราเลือกเอง เรามีโอกาสได้เข้าไปเล่นตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ใช่โอกาสที่เราเลือก แต่ตอนมหาวิทยาลัยก็มีละครนะ พอได้กลับไปเล่นก็รู้สึกดี และรู้สึกว่าจริงๆ เราก็ชอบ แต่อีกฟีลนึงคือเรายังเด็ก ติดเพื่อนมากกว่า”
จุดเปลี่ยนที่ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ?
ตูมตาม – “พอจบมหาวิทยาลัย เราต้องเรียนต่อ ได้ไปฝึกงาน แล้วบริษัทแนะนำว่าถ้าอนาคตอยากจะโตมากกว่านี้ แนะนำให้จบนอกดีกว่า ตอนนั้นเรียนนิเทศฯโฆษณาก็เลยมาอเมริกา เลือกเรียนภาษาก่อน แต่ก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะทำอะไร เสร็จแล้วพี่สาวเป็นคนอยากเรียนเชฟ แต่ไปๆ มาๆ แกแต่งงานและไม่ได้เรียนเชฟ แต่แกจะเป่าหูทุกวันว่า ตามชอบทำอาหารตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอ อาชีพเชฟ ก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจนะ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เรียน สมัยนั้นในเมืองไทยอาชีพเชฟยังไม่ดัง จนสุดท้ายก็ขอที่บ้านได้”

พอได้เข้าไปเรียน มีความสุขกับการทำอาหาร?
ตูมตาม – “ชอบทำอาหารอยู่แล้วครับ ตอนนั้นเรียนไปด้วยและทำงานพาร์ตไทม์ด้วย หลังๆ ได้เข้าไปทำในครัว จนเข้าไปทำงาน ในร้านอาหาร พี่ๆ เขาสอน แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าทำอาหารไม่ง่าย คือทำ ที่บ้านทำได้ แต่พอเป็นอาชีพจริงๆ พี่ๆ เขาเหนื่อยนะ แล้วพอเราได้มาสัมผัสมันเหนื่อยจริง พอได้ไปเรียนแล้วเราจะมีประสบการณ์ จากที่เราไปทำ ไปเรียนในระบบของฝรั่ง เขาก็สอนวิธีทำที่ถูกต้อง เลยทำให้เราเข้าใจหลักการมากขึ้นในการปรุงอาหาร”
“ถามว่ายากไหม ยากด้วยเราเรียนภาษาอังกฤษ แต่คำที่เขาใช้คือศัพท์ฝรั่งเศส บางทีฟังแล้วไม่เข้าใจ จนเพื่อนอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ บางทีสอบข้อเขียนเขาเขียนเป็นศัพท์ฝรั่งเศสมา เราเข้าใจนะว่าคืออะไร แต่เราเขียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย จนสุดท้ายอาจารย์บอกทำไมคำนี้ไม่ตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส เราเลยต้องท่องศัพท์มากขึ้น”

เรียนทำอาหารชาติไหนบ้าง?
ตูมตาม – “เราเรียนเป็นของฝรั่งเศส แต่ก็สอนแบบอินเตอร์เนชั่นแนล มีอาหารหลายประเทศ อเมริกัน สเปน อิตาเลียน แต่ตอนนี้เราไปลองทำงานในร้านอาหาร ที่เราเข้าไป ในครัวมันเป็นร้านอาหารไทยครับ”
ตอนนี้เป็นเชฟแล้ว ก่อนเป็นเชฟผ่านงานก้นครัวมาก่อน?
ตูมตาม – “ครับ ต้องมีประสบการณ์มาก่อน ถ้าเป็นเชฟอาหารฝรั่ง ทุกอย่างที่ทำเราต้องเตรียมเอง ทุกคนที่เป็นเชฟจะต้องรู้ว่าต้องเตรียมอะไรยังไง ตอนนี้เรามาเป็นเชฟในร้านอาหารรุ่นน้อง เราก็ทำเอง แม้มีคนมา ช่วยทำทุกอย่างก็จริง แต่เราก็ต้องเป็นคนคิดสูตรขึ้นมาใหม่หมด คิดสูตรนี่คือสามารถ ให้เราหรือใครก็ได้ไปยืนคลุกทำรสชาติให้เหมือนเราได้มากที่สุด”
“ซึ่งร้านที่ผมทำเป็นร้านอาหารไทย ต้องมีอาหารใหม่ทุกๆ 3 เดือน อาหารไทยส่วนหนึ่งแล้วก็จะต้องทำอาหารอิตาเลียนบ้าง อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารเม็กซิกัน ที่ได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์คืออาหารไทยและอาหารฝรั่งเศส นอกจากนี้ก็ทำร้านราเม็งด้วยครับ”

ตอนนี้คุณแม่อยู่ไทย?
ตูมตาม – “แม่อยู่ไทยครับ อยากกลับไปอยู่กับแม่นะ แต่ด้วยติดภารกิจทำร้านอาหาร มีหลายร้านที่ต้องเปิด ถามว่าคิดจะอยู่ ต่างประเทศถาวรไหม ไม่ครับ ผมกะจะไป ทำที่ไทยด้วย แต่จะทำที่นี่ให้โอเคก่อน เพราะคุณแม่อยากให้กลับไปอยู่ด้วย และก็มีคน ชวนหลายคนให้ไปเปิดที่ไทย บั้นปลายอยากกลับไปอยู่ไทย”
มีโอกาสที่จะได้กลับมาเห็นผลงาน ในวงการบันเทิงอีกไหม?
ตูมตาม – “อยากกลับไปเล่นครับ ถ้ามีโอกาสกลับไทย ถ้ามีคนติดต่อมาแล้วตรงช่วงจังหวะที่กลับไปก็โอเคครับ ความจริงก็อยากทำยูทูบ แต่ด้วยมีโปรเจ็กต์เปิดร้านใหม่ หลายร้าน ไม่มีเวลาทำอยู่ดี”

สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ?
ตูมตาม – “ผมห่างวงการมา 17 ปีแล้วครับ ยังคิดถึงแฟนๆ และผู้ใหญ่สมัยก่อนครับ เพราะแฟนคลับผมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อายุ 40 อัพ เป็นรุ่นใหญ่หมดครับ ถ้าเกิดมีโอกาสก็จะกลับไปเล่นให้ดูครับ”
สุชาวดี อภิสัมภินวงค์