สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันยังเป็นเรื่องจำเป็น ขณะที่การฉีดวัคซีน mRNA ให้เด็ก 5-11 ขวบ ก็เป็นปัญหาที่ปกครองยังมีความกังวล
ทางสถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการออนไลน์ในหัวข้อ “วัคซีน mRNA ฉีดในเด็ก 5-11 ปี : เรื่องที่พ่อ-แม่ ต้องรู้” โดยถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ภายในงานได้รับเกียรติจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ พร้อมตอบข้อสงสัยแก่ประชาชนที่ร่วมรับฟัง นำโดย ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย และ พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมดำเนินรายการ

โดย นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติต้องการสื่อสารให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ปกครอง ได้เข้าใจและเชื่อมั่นในวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบ ซึ่งผู้ปกครองค่อนข้างมีความกังวลเป็นอย่างมาก หวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะทำให้เด็กได้รับวัคซีนกันอย่างครอบคลุม เพื่อเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคโควิด-19 และให้เกิดความปลอดภัยทั่วประเทศ
ศ.พญ.ธันยวีร์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การติดเชื้อโควิดระลอกใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงมากขึ้น และพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ติดเชื้อโควิด โดยอุบัติการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี มีกว่า 300,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 63 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 2 ใน 10,000 ราย
ข้อมูลการติดเชื้อโควิดในเด็กอายุ 5-11 ขวบนั้น พบว่ามีอาการทางเดินระบบหายใจที่ไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แต่หากติดเชื้อ สิ่งที่น่ากังวลคือการเกิดภาวะอักเสบของอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย หรือ ภาวะ MIS-C ซึ่งมีอัตราการเกิดคิดเป็น 1.67 ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคโควิด 10,000 ราย ซึ่งภาวะ MIS-C นี้พบได้ในช่วง 2-6 สัปดาห์หลังการติดเชื้อ ซึ่งกลุ่มอาการที่มักพบ ได้แก่ มีไข้ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถ่ายเหลว มีผื่นขึ้น และอาการทางระบบประสาท เป็นต้น
โดยกระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำให้เด็กอายุ 5-11 ขวบเข้ารับวัคซีน Pfizer สูตรสำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ โดยเฉพาะ (10 ไมโครกรัม/โดส) 2 เข็ม มีระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์
ทั้งนี้อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยภายหลังการรับวัคซีนในช่วง 2-3 วันหลังแรก ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และมีไข้ ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่อาการจะพบได้น้อยกว่า 2-3 เท่า
นอกจากนี้ ข้อมูลในสหรัฐอเมริกาที่มีการให้วัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีมาแล้วกว่า 10 ล้านโดส พบว่าผู้รับวัคซีน mRNA เพศชายมีโอกาสเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่าเพศหญิง โดยพบหลังการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรก และยังพบว่าในเด็กอายุ 5-11 ขวบ มีโอกาสเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบน้อยกว่าในเด็กโตถึง 10 เท่า (4 ใน 1,000,000 โดส) ซึ่งถือว่ามีโอกาสเกิดน้อยมาก

จากการเก็บข้อมูลการใช้วัคซีนในเด็กอายุ 12-18 ปี ยังพบว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดโอกาสการเกิด MIS-C หากเกิดการติดเชื้อได้ถึง 90%
ศ.พญ.ธันยวีร์กล่าวย้ำว่า “เด็กๆ ควรได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 โดยวัคซีน mRNA ในเด็กมีความปลอดภัย พบผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กวัยรุ่น การฉีดวัคซีนร่วมกับมาตรการสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ คือการปกป้องสองชั้นจะช่วยให้ บุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กมีความปลอดภัยจาก โควิด-19 เพิ่มขึ้น”
ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า ปัจจุบันพบอัตราการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนของประชากรเด็กอายุ 5-11 ขวบ ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 ก.พ. อยู่ที่ 19,765 ราย หรือคิดเป็น 7.1% สำหรับแผนการให้วัคซีนจะเริ่มฉีดในเด็ก 7 กลุ่มโรคเสี่ยงและเด็กนักเรียนปกติ ตั้งแต่ชั้นประถม 6 ไปจนถึงชั้นประถม 1 ตามลำดับ เนื่องจากเด็กโตสามารถบอกเล่าอาการหลังการฉีดได้ดีกว่า
วัคซีนที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในเด็กกลุ่มเป้าหมายในไทยได้แก่ วัคซีน Pfizer สูตรสำหรับเด็ก (ฝาสีส้ม) และวัคซีนเชื้อตาย (วัคซีน Sinovac และ Sinopharm) โดยสูตรที่แนะนำสำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ จะเป็นวัคซีน Pfizer 2 เข็ม ส่วนเด็กอายุ 6-17 ปี ก็เลือกฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็มเป็นทางเลือกได้ สำหรับการใช้วัคซีนสูตรไขว้ Sinovac+Pfizer ในกลุ่มเด็กอายุ 6-11 ขวบ ยังคงต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม
นพ.โสภณกล่าวอีกว่า หลังจากเด็กได้รับวัคซีนแล้วให้เฝ้าสังเกตอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน หากพบอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และเด็กที่ได้รับวัคซีนควรงดออกกำลังกายในช่วง 7 วันแรกหลังจากฉีดวัคซีนหรือลดกิจกรรมที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ โดยการฉีดวัคซีนจะช่วยลดอาการป่วยหนัก และช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังครอบครัวและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนได้ด้วย จึงอยากให้พ่อแม่ ผู้ปกครองรีบตัดสินใจให้บุตรหลานของท่านได้เข้ารับวัคซีนเพื่อประโยชน์แก่ครอบครัวของเด็กเองและเพื่อสังคม
นพ.สราวุฒิกล่าวถึงการจัดการวัคซีนโควิด-19 ในโรงเรียนและการควบคุมป้องกันโรคในโรงเรียนว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการปิดการเรียนการสอนในสถานที่เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อในกลุ่มนักเรียนมาโดยตลอด ซึ่งข้อมูลจากยูนิเซฟได้มีการรายงานว่าการเรียนการสอนในลักษณะนี้ส่งผลเสียทำให้การเรียนรู้และพัฒนาการเด็กมี แนวโน้มต่ำลงจาก 90% ลดลงมาเหลือเพียง 40% โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง ที่สำคัญมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ 230,000 คน

ทั้งนี้ กรมอนามัยได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียนด้วยมาตรการที่ปลอดภัย เช่น มาตรการ Sandbox Safety Zone in School ทางโรงเรียนต้องประเมินผ่านระบบ Thai Stop COVID Plus ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตน โดยในส่วนของโรงเรียนจะจำกัดพื้นที่แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ 1.Screening (การตรวจคัดกรอง Thai Save Thai) 2.Quarantine (เฝ้าระวังสังเกตอาการ 5-7 วัน) 3.Safety Zone (ปลอดเชื้อ ปลอดภัย) และเมื่อเกิดการติดเชื้อในสถานศึกษาต้องมีการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุเมื่อพบกรณีติดเชื้อในสถานศึกษา ปัจจุบันข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการพบว่ามีโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนในสถานที่ประมาณ 50-60% และยังไม่เปิดเรียนในสถานที่อีก 40%
นพ.สราวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า มติ ศบค.เห็นควรให้เปิดการเรียนการสอนในสถานที่ โดยสถานศึกษาแต่ละแห่งจะต้องผ่านการประเมิน Thai Stop COVID Plus อาจเลือกรูปแบบ การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้ โดย ผลการประชุมร่วมกระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย และสาธารณสุข มีมติให้สถานศึกษาดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ เน้นย้ำให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ได้รับวัคซีนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และวางแผนการให้วัคซีนในเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ โดยให้โรงเรียนเป็นฐานการจัดการ
รับชมและฟังข้อมูลจากแพทย์ที่มาตอบข้อสงสัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มเด็ก 5-11 ขวบ รับชมย้อนหลังทาง https://www.facebook.com/nvikm/videos/476931040712442