สถานการณ์โควิดโอมิครอนในไทยกลับมาระบาด รุนแรงอีกครั้ง ไม่เพียงยอดผู้ป่วยติดเชื้อใหม่จะพุ่งสูงเกินหลักหมื่นรายต่อวันต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกือบครึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา กระทั่งวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ไต่ระดับเพิ่มขึ้นเป็น 17,349 ราย
ถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2564 หากรวมผลเอทีเคอีก 11,969 ราย เท่ากับ 29,318 ราย สูงสุดในรอบ 2 ปี ตั้งแต่มีการระบาดในไทยเมื่อต้นปี 2563 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่จะเดินหน้าทุบทำลายสถิติแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมีนาคม สถานการณ์จะเบาลง
แต่นั่นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้
โอกาสที่จะทำให้การระบาดของโควิดโอมิครอนยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่องแทนที่จะเป็นขาลง มาจากปัจจัยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการโผล่มาของโควิด โอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 หรือสายพันธุ์ย่อยใหม่ ที่สามารถแพร่เชื้อได้ไวกว่าสายพันธุ์ย่อยเดิมคือ BA.1 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
ในประเทศไทยการสุ่มตรวจแยกแยะสายพันธุ์จากกลุ่มผู้ป่วยโควิดโอมิครอน พบสายพันธุ์ย่อยใหม่นี้แล้ว 18 เปอร์เซ็นต์ ต้องรอดูว่าโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 นี้จะสร้างปัญหาให้กับไทยมากขนาดไหน
ขณะที่รายงานสถานการณ์โควิดทั่วโลก ส่วนใหญ่ จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายสัปดาห์ลดลง
โดยไทยเป็นส่วนน้อยที่ปรับตัวพุ่งสวนทาง บ่งบอกความไม่น่าไว้วางใจ
ด้านความคืบหน้าการฉีดวัคซีน ที่เชื่อว่า เป็นเกราะป้องกันโควิดได้ดีที่สุด ล่าสุด พบการฉีดเข็มแรก 53 ล้านราย หรือราว 76% ของประชากร เข็มสอง 49 ล้านราย หรือ 71% และเข็มสาม 17 ล้านราย หรือ 26.5% รัฐบาลพยายามบอกกับประชาชนทั่วไปว่า ไม่จำเป็น ต้องวิตกกังวลกับการระบาดโควิดระลอกใหม่ เพราะหากฉีดวัคซีนครบอาการจะไม่รุนแรงหรือ เสียชีวิต
แต่หากดูจากตัวเลขวัคซีนตอนนี้จะพบว่า เหลือประชากรอีก 13 ล้านคน ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว 4 ล้านคนได้เข็มแรกยังไม่ได้เข็มสอง อีก 32 ล้านคนอยู่ระหว่างรอเข็ม 3 หากเป็นอย่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศระบุ ในอนาคตทุกคนต้องติดโควิด เทียบกับตัวเลข ฉีดวัคซีนในไทย
ตอนจบวิกฤตโควิดน่าจะยังห่างไกลพอสมควร