หลังจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา 24-25 กุมภาพันธ์ พิจารณาผ่านวาระแรกขั้นรับหลักการร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กับ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
ขั้นตอนต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ดำเนินการขั้นแปรญัตติ หากกรรมาธิการทำงานเสร็จสิ้นรวดเร็วก่อนเปิดประชุมสภาสมัยสามัญเดือนพฤษภาคม สามารถขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ได้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปในการส่งร่างกฎหมายไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เพื่อให้ความเห็น
ในกรณี กกต.ไม่มีข้อทักท้วงภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่าง ให้รัฐสภา ส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ
ก่อนหน้านี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุถึงไทม์ไลน์กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ คาดว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หรือเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป อาจล่าช้ากว่านั้น แต่ไม่เร็วกว่านั้น เนื่องจากกฎหมายลูกไม่เหมือนกฎหมายอื่นทั่วไปที่สภาพิจารณาเสร็จก็คือเสร็จ
แต่กฎหมายลูกเมื่อสภาพิจารณาเสร็จแล้วต้องส่งไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้คือ กกต. ซึ่งเวลาอาจทอดยาวออกไป หาก กกต.เห็นว่ามีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทําให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้
ให้เสนอความเห็นไปยังรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาประชุมร่วมกันพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 30 วัน เมื่อ ดําเนินการเสร็จแล้วให้รัฐสภาส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ
จึงต้องจับตาดูว่า กกต.จะมีความเห็นอย่างไร
จากปัจจัยทิ้งดิ่งทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ที่รุมเร้ารัฐบาลทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ต้องตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว แต่ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อยังไม่มีกฎหมายลูกกำหนดรูปแบบการจัดการเลือกตั้ง แล้วจะเลือกตั้งอย่างไร
การเสนอออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) รัฐบาลทำได้ แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีใครไว้ใจให้รัฐบาลเขียนกติกาเอง ตรงนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นข้อต่อรองของรัฐบาลในการยื้ออยู่ต่อในอำนาจให้ได้นานที่สุด
สำหรับประชาชนถึงจะอยากเลือกตั้งใหม่ แต่หากให้อดทนรออีกครึ่งปี หรือ 7-8 เดือนก็ไม่มีปัญหา
เพียงขอให้กติกาออกมาเป็นประชาธิปไตย เป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง ที่สำคัญคือคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน ต้องไม่ถูกนำไปบิดเบือนเหมือนในการเลือกตั้งปี 2562 โดยเด็ดขาด