สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมข่าวสดไอทีนำสมาร์ตโฟนเรือธงชั้นพรีเมียม กาแล็กซี เอส 22 อัลตรา จากค่ายซัมซุง ประเทศเกาหลีใต้มานำเสนอไปแล้ว มาคราวนี้เป็นรุ่นที่ผู้ทดสอบคาดว่าจะเป็นรุ่นพิมพ์นิยม และยกให้เป็นสมาร์ตโฟนมาตรฐานของระบบปฏิบัติแอนดรอยด์ไปเรียบร้อย คือ ซัมซุง กาแล็กซี เอส 22 พลัส (Samsung Galaxy S22+) ที่มาเคียงคู่กับน้องเล็กอย่าง กาแล็กซี เอส 22 แต่ผู้ทดสอบจะกล่าวถึงเอส 22 พลัส ที่ได้มาทดลองใช้ระยะหนึ่งเป็นหลัก

เครื่องกาแล็กซี เอส 22 พลัส ถือเป็นน้องคนกลางของไลน์อัพเอส ซีรีส์ การออกแบบยังยึดเอกลักษณ์มุมเครื่องโค้งมนของซีรีส์ไว้ แตกต่างจากเอส 22 อัลตรา ที่ปีนี้เปลี่ยนไปใช้การออกแบบคล้ายโน้ตซีรีส์ (มุมเครื่องเป็นเหลี่ยม)
แม้เอส 22 พลัส (และเอส 22) จะยึดถือเอกลักษณ์การออกแบบเดิมแต่ก็มีข้อแตกต่างในรายละเอียดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่างเอส 21 พลัส ประการแรกเป็นขนาดจอภาพที่ซัมซุงตัดสินใจลดขนาดลงมาเล็กน้อยเหลือ 6.6 นิ้ว ส่งผลให้เครื่องมีขนาดกว้าง 75.8 ยาว 157.4 หนา 7.6 มิลลิเมตร น้ำหนักรวมแบตเตอรี่ 195 กรัม ซึ่งลดลงมาจากขนาดจอ 6.7 นิ้ว ความหนา 7.8 ม.ม. และน้ำหนัก 200 กรัม ในเอส 21 พลัส
แต่หากถือไว้ในมืออาจรู้สึกว่าเอส 22 พลัส หนากว่าเอส 21 พลัส เนื่องจากขอบเอส 22 พลัส มีความโค้งมนน้อยลงกว่าเอส 21 พลัส อย่างมาก ทำให้มีผิวสัมผัสกับอุ้งมือมากขึ้น แน่นอนว่าส่งผลให้ถือไว้ในมือได้มากขึ้น และขนาดจอภาพที่ลดลงเพียง 0.1 นิ้ว ไม่ได้ทำให้สมาร์ตโฟนเครื่องนี้รู้สึกว่าเล็กลงแต่อย่างใด

ข้อแตกต่างถัดมาเป็นวัสดุที่ทางซัมซุงหันมาใช้ในเครื่องเอส 22 พลัส และเอส 22 เป็นอะลูมิเนียมประกบกระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus+ เอกสิทธิ์เฉพาะมือถือซัมซุงทั้งหน้าและหลัง ไม่เหมือนกับเมื่อตอนเอส 21 ที่ด้านหลังเป็นพลาสติก (เอส 21 พลัสเป็น Gorilla Glass Victus) แน่นอนว่านอกจากความทนทานที่เพิ่มมากขึ้นแล้วยังคงคุณสมบัติไม่ดูดรอยนิ้วมือไว้เหมือนเดิม

เช่นเดียวกับคุณสมบัติกันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐาน IP68 (กันน้ำเข้าความลึกไม่เกิน 1.5 เมตร ไม่เกิน 30 นาที) ลำโพงสเตอริโอเสียงดีปรับแต่งด้วยฝีมือค่าย AKG ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมเทคโนโลยีเสียงเซอร์ราวด์ Dolby Atmos เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือด้วยคลื่นอัลตราโซนิกในจอภาพ ตำแหน่งปุ่มควบคุมเรียงตัวอยู่สันด้านขวา (หันจอเข้าหาผู้ใช้) และสันด้านล่างเป็นที่อยู่ช่องลำโพง ช่องต่อสาย USB-C และช่องใส่ซิมการ์ด น่าเสียดายรองรับแค่ซิมเดียว

อีกหนึ่งแตกต่างด้านการออกแบบภายนอกของเอส 22 พลัส เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าเป็นโมดูลกล้องบริเวณด้านหลังที่ซัมซุงเดิมเล่นสีคอนทราสต์กับตัวเครื่อง แต่มางวดนี้เปลี่ยนมาใช้สีกลมกลืนกับตัวเครื่องมากขึ้น แต่ยังอาศัยคอนทราสต์กับตัวเครื่องด้วยพื้นผิววัสดุแทนอย่างโลหะแวววาวตัดกับกระจกที่แลดูด้าน ตัวโมดูลยกสูงขึ้นจากเครื่องเล็กน้อยและขอบค่อนข้างคม แต่มีแฟลช LED แยกออกจากโมดูลต่างหาก แลดูสวยงามเรียบหรูมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน

ผู้ทดสอบรู้สึกด้วยว่าการสั่นสะเทือนเวลาสายเข้าและแจ้งเตือนในเครื่องกาแล็กซี เอส 22 พลัส แตกต่างไปจากเอส 21 พลัส แม้ยังสามารถรู้สึกได้ชัดเจนแต่เบาลงกว่าก่อน คาดว่าเปลี่ยนตัวสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ปกติจะเคลื่อนที่แนวลึก มาเป็นแนวระนาบแทนเพื่อให้สอดรับกับข้อจำกัดที่เครื่องเอส 22 พลัส บางลง 0.2 ม.ม.

กาแล็กซี เอส 22 พลัส มีหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียดสูงสุด 1,080 x 2,340 พิกเซล (FHD+) ความหนาแน่นพิกเซล 393 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (ppi) อัตราส่วนภาพ 19.5:9 พื้นที่จอต่อตัวเครื่องคิดเป็นร้อยละ 88.3

จอภาพที่ใช้เป็นแบบ LTPS OLED รองรับความถี่จอภาพ 48 ถึง 120 เฮิร์ตซ์ (Hz) และระบบภาพ HDR10+ ความสว่างสูงสุด 1,750 นิต พร้อมฟีเจอร์ Vision Booster ช่วยให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขณะอยู่กลางแดดจัด ซึ่งการทดสอบใช้งานไม่พบว่าจอภาพของกาแล็กซี เอส 22 พลัส มีจุดใดไม่น่าพอใจ ทั้งความลื่นไหล สีสันเปล่งปลั่ง สว่างสวยงามคมชัดตามแบบฉบับซัมซุง ผู้พัฒนาจอภาพชั้นนำของโลก

ขุมพลังกาแล็กซี เอส 22 พลัส มาจากชิพประมวลผล Snapdragon 8 Gen 1 จากค่ายควอลคอมม์ ซึ่งปีนี้คนไทยได้มีโอกาสเปลี่ยนมาใช้กันจากเดิมที่เอสซีรีส์ในไทยใช้ชิพ Exynos ของทางซัมซุงมาตลอด ส่งผลให้เหล่าเกมเมอร์ไทยอดใช้ชิพตัวจี๊ดที่เฝ้าคอยกันอย่าง Exynos 2200 ซึ่งได้ทางค่าย AMD มาช่วยพัฒนาชิพประมวลผลกราฟิก หรือ จีพียู รหัสว่า Xclipse ภายใต้สถาปัตยกรรม RDNA 2 แบบเดียวกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลเพลย์สเตชั่น 5 ของโซนี่ ประเทศญี่ปุ่น ส่วนเหตุผลนั้นทางซัมซุงไม่ได้ชี้แจง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ผิดหวังอย่าเพิ่งเสียใจ เพราะ Snapdragon 8 Gen 1 นั้นมีดีไม่แพ้กัน

Snapdragon 8 Gen 1 เป็นชิพสร้างขึ้นภายใต้สถาปัตยกรรมการผลิตขนาด 4 นาโนเมตร (nm) แบบเดียวกันกับ Exynos 2200 ภายในประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียูแบบ 8 คอร์ (Octa-core) และจีพียู Adreno 730
ซีพียูแบ่งออกเป็น 3 คลัสเตอร์ ได้แก่ Cortex-X2 ความถี่สัญญาณนาฬิกา 3.00 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) จำนวน 1 คอร์ และความถี่ 2.40 GHz อีก 3 คอร์ ที่เหลือเป็น Cortex-A710 ความถี่ 1.70 GHz จำนวน 4 คอร์ รองรับสัญญาณสื่อสาร 5G และบลูทูธ 5.2 รวมถึง Wi-Fi 6e หน่วยความจำแรม (ROM) ขนาด 8 กิกะไบต์ (GB) มีขนาดพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน (ROM) ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ 128 และ 256 GB บนมาตรฐานอัตราการส่งข้อมูลแฟลชแบบ UFS 3.1 (2,900 เมกะไบต์ต่อวินาที-MB/s)

การทดสอบเบนช์มาร์กผ่านแอพพลิเคชั่น Geekbench 5 พบว่าได้คะแนนประมวลผลคอร์เดียว 1,209 และหลายคอร์ 3,337 แต้ม ส่วนประสิทธิภาพของจีพียูผ่านแอพฯ 3DMark: Wild Life ได้คะแนนถึง 8,584 แต้ม ทั้งหมดเป็นคะแนนสูงที่สุดในบรรดาชิพฝั่งแอนดรอยด์แล้ว จึงสามารถรองรับการทำงานทุกรูปแบบได้อย่างลื่นไหล รวมถึงเกม AAA อย่าง Genshin Impact และ Heaven Burns Red ที่แม้มีอาการเฟรมตกบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถเล่นได้ดีที่กราฟิกสูงสุด

หนึ่งในสิ่งที่ผู้ทดสอบกังวลที่สุดเป็นเรื่องระยะเวลาการใช้งานของสมาร์ตโฟนเครื่องนี้ เนื่องจากเอส 22 พลัส มาพร้อมแบตฯ ขนาด 4,500 มิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh) ลดลงจาก 4,800 mAh ในรุ่นก่อน ผนวกกับจอที่สว่างขึ้นและชิพร้อนแรงขึ้น ทว่าการใช้งานทั่วไปสามารถอยู่ได้ถึง 1 วันครึ่ง ด้วยความถี่จอภาพและความสว่างอัตโนมัติ แต่หากนำมาใช้เล่นเกมหนักๆ ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็แทบหมดเกลี้ยง พบว่าเครื่องมีความร้อนสูงได้ในบางกรณี แม้ซัมซุงจะปรับปรุงการระบายความร้อนมา
แต่ทั้งหมดนี้ชดเชยด้วยระบบการชาร์จที่ว่องไว

เพราะรองรับระบบชาร์จไวขนาด 45 วัตต์ (W) พร้อมระบบชาร์จไร้สายขนาด 15W และชาร์จไร้สายให้อุปกรณ์อื่นได้ขนาด 4.5W เสียดายอย่างเดียวคือ ซัมซุงไม่ได้แถมชาร์จเจอร์มาให้ ส่วนการทดสอบเบื้องต้นด้วยชาร์จเจอร์ทั่วไปขนาดมาตรฐาน (25W) พบว่าใช้เวลาทั้งสิ้น 68 นาที ในการชาร์จตั้งแต่ศูนย์จนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และ 25 นาทีในการชาร์จได้ครึ่งแบตฯ
ผู้ทดสอบมองว่า ชาร์จเจอร์ขนาด 45W จะเหมาะกับผู้ไม่มีเวลาชาร์จนานๆ เช่น ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย หรือเคลื่อนย้ายตลอดเวลา หากมีเวลาชาร์จเครื่องสักหน่อยก็ไม่จำเป็น เพราะชาร์จเจอร์ขนาด 45W จะชาร์จช่วงต้นได้ไวกว่ามาก แต่หากชาร์จจนเต็มนั้นเร็วกว่าชาร์จเจอร์มาตรฐานไม่มากนัก

ด้านกล้องถ่ายภาพของเอส 22 พลัส และเอส 22 เป็นสเป๊กเดียวกัน เริ่มจากกล้องหลังเรียงจากบนลงล่าง ได้แก่ เลนส์อัลตราวายด์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (MP) เลนส์วายด์ความละเอียด 50 MP และเลนส์เทเลโฟโต้ (เลนส์ซูม) ความละเอียด 10 MP สามารถซูมแท้ได้ 10x (optical) และซูมเทียมได้ 30x (digital) ส่วนกล้องเซลฟี่ที่เป็นหลุมอยู่ด้านบนของจอภาพด้านหน้า ความละเอียด 40 MP ซึ่งจุดเด่นที่สุดของกล้องเอส 22 ซีรีส์ นั้นเป็นการถ่ายภาพในที่แสงน้อยและช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทางซัมซุง เรียกเสียเก๋ไก๋ว่า “Nightography” เนื่องมาจากอัลกอริทึมแบบใหม่และขนาดเซ็นเซอร์ภาพที่ใหญ่มหึมา

การทดสอบพบว่า ภาพออกมามีความคมชัด สีสันโดดเด่นและค่อนข้างสมดุล มีไดนามิกเรนจ์สูง ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ซูม อัลตราวายด์มีรายละเอียดที่ดีและสีสวยงาม แต่ยังมีความเบี้ยวเล็กน้อยที่ด้านข้างของภาพ ระบบออโต้โฟกัสว่องไวทันใจไม่งง ขณะที่ภาพ Portrait mode ขอบเนียน รายละเอียดไม่ตกหล่น นับว่ายอดเยี่ยม

การถ่ายภาพในที่มืด (Night mode) ค่อนข้างดี ให้ภาพสว่างเป็นธรรมชาติ เก็บรายละเอียดตามมุมอับแสงได้ค่อนข้างครบถ้วนโดยไม่เจอปัญหา White Exposure นับว่าเป็นกล้องถ่ายภาพที่ดีรอบด้าน
น่าจะถูกใจบรรดาผู้รักการถ่ายภาพทั้งหลาย เช่นเดียวกับคลิปที่รองรับสูงสุดถึง 8K@24fps และ 4K@30/60fps พร้อมระบบต้านภาพสะเทือน (OIS) ที่ผู้ทดสอบมองว่าดีแต่ยังไม่เท่า iPhone 13 Pro Max จากแอปเปิ้ล

ผู้ทดสอบมองว่า กาแล็กซี เอส 22 พลัส เป็นสมาร์ตโฟนที่มีความสามารถครบถ้วนทุกด้าน แม้ไม่โดดเด่นที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีข้อด้อยร้ายแรง มิหนำซ้ำทางซัมซุงยังการันตีการอัพเดตโอเอสแอนดรอยด์ให้ยาวถึง 4 ปี (มากกว่าทางกูเกิ้ล พิกเซล มือถือของกูเกิ้ลเองที่ให้ 3 ปี) นับว่ากาแล็กซี เอส 22 พลัส และเอส 22 กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ไปแล้ว ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้แล้วในประเทศไทย สนนราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาท (เอส 22) และ 34,900 บาท (เอส 22 พลัส)

จันท์เกษม รุณภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน