เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตพรรคก้าวไกล (Think Forward Center) จัดเสวนาออนไลน์ใน หัวข้อ “พ่อแก่ แม่ป่วย ลูกเล็ก มองขาดปัญหา ฉุดรั้งความก้าวหน้าทางการงานของสตรี” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center วรรณวิภา ไม้สน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการ สสส. สำนัก 4 และ ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา โดยมี อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ นักสื่อสารนโยบาย Think Forward Center ดำเนินการเสวนา เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา

ส.ส.วรรณวิภากล่าวว่า ปัจจุบันเรายังคงเห็นภาพของสตรีผู้ใช้แรงงานที่มีภาระในด้านการเลี้ยงดูบุตรและบิดามารดา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวกับการจ้างงานในประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะหากเราเป็น ผู้หญิงหรือผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องการหางานทำดีๆ ในสังคม จะพบว่ามีข้อจำกัดหลากหลายที่ทำให้แรงงานสตรีส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากไปทำงานในธุรกิจสิ่งทอ เพราะเป็นกิจการที่รับสตรีมากกว่ากิจการในประเภทอื่น แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ธุรกิจสิ่งทอเริ่มปิดกิจการมากขึ้น จึงส่งผล กระทบให้แรงงานกลุ่มนี้กลายเป็นแรงงาน นอกระบบ ทำให้เสียทั้งงานและรายได้ที่มั่นคง

“เมื่อนึกถึงวันสตรีสากล เรายังนึกถึงการต่อสู้ของผู้หญิงที่เกี่ยวกับวันลาคลอด ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา แรงงานหญิงเรียกร้องเรื่องนี้ในวันสตรีสากล จนทำให้มีวันลาคลอดจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน ปัจจุบันเราได้วัน ลาคลอดเพิ่มเป็น 98 วัน แต่มีข้อแม้ว่า 8 วันนั้นไม่ระบุว่าจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้างหรือไม่ พวกเขาก็เลือกที่จะลาเพียง 90 วันเหมือนเดิม สะท้อนให้เห็นว่า 29 ปีที่ผ่านมาเรื่องวันลาคลอดไม่เคยเปลี่ยนเลย” ส.ส.วรรณวิภากล่าวและว่า พรรคก้าวไกลยกร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานและจะต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ นโยบายของผู้ใช้เเรงงานเป็นจริง ทั้งสิทธิวันลาคลอดต้องไม่น้อยกว่า 180 วัน สิทธิค่าแรง ค่าล่วงเวลาต่างๆ และห้ามเลือกปฏิบัติทั้งในเรื่องเพศสภาพ รัฐบาลจะต้องแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้เป็นปัจจุบัน ต้องเพิ่มเรื่องสวัสดิการถ้วนหน้า ทั้งวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี

ด้าน ส.ส.ธัญวัจน์กล่าวว่า การจ้างงานในปัจจุบันยังอยู่ในกรอบดั้งเดิมที่สังคมกำหนด คือการแบ่งเป็นสองเพศเท่านั้น และยังมองว่าเพศชายเป็นช้างเท้าหน้า เพศหญิงเป็นช้างเท้าหลัง คุณค่าชายหญิงที่สังคมให้มีความเป็นมนุษย์ไม่เท่ากัน ทำให้มองคุณค่าทางเศรษฐกิจไม่เท่ากันด้วย นอกจากนี้สังคมให้คุณค่าของเพศทางสังคม เช่น หญิง ชาย เพศที่สาม กลุ่มรักข้ามเพศเท่ากันหรือไม่ เมื่อไม่เท่ากันจึงนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในกลุ่มผู้มีความหลากหลายด้วย
“ขณะนี้เรามีบุคคลข้ามเพศเป็นผู้บริหารมากน้อยแค่ไหนในสังคม ทั้งที่มีความสามารถไม่แพ้หญิงชาย สะท้อนให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนข้ามเพศในสังคม ในปัจจุบันกฎหมายแรงงานออกแบบเพื่อรองรับกลุ่มคนข้ามเพศบ้างหรือไม่ นอกจากนี้ เราอยากเห็นเรื่องสมรสเท่าเทียม ที่กลุ่ม LGBTQ+ สามารถได้สิทธิและเสรีภาพในการดูแลมรดกของคู่ชีวิตในการดูแลกันเเละกันได้ เราต้องทำให้เกิดการสร้างงานโดยไม่เลือกปฏิบัติในทุกเพศสภาพ” ส.ส.ธัญวัจน์กล่าว