สักการะ‘หลวงพ่อพระยืน’

อําเภอกันทรวิชัย จ.มหาสารคาม มีอายุ เก่าแก่นับพันปี เดิมชื่อเมืองกันทาง หรือเมืองคันธาธิราช มีเจ้าเมืองขึ้นมาปกครองหลายยุคหลายสมัย ตามพงศาวดารกล่าวถึงเมืองคันธาธิราชหรือคันธารราษฎร์ ว่าตั้งขึ้นเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช 147 (พ.ศ.1328)

ต่อมาเมืองคันธารราษฎร์ถึงยุคเสื่อมสลาย กลายเป็นเมืองร้างอยู่นานกว่าพันปีเศษ

ผ่านเวลานานเข้า จึงมีประชาชนอพยพเข้ามาลงหลักปักฐาน ตั้งเป็นชุมชนขึ้น

ในปี พ.ศ.2417 สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง “บ้านกันทาง” เป็นเมือง “กันทะวิชัย” และตั้งพระปทุมวิเศษ (คำมูล) เป็นเจ้าเมือง ขึ้นตรงต่อเมืองกาฬสินธุ์

ปี พ.ศ.2443 ได้ยุบเมืองกันทะวิชัยเป็นอำเภอ ชื่อว่าอำเภอกันทรวิชัย จนถึงปี พ.ศ.2456 ได้โอนอำเภอกันทรวิชัย จากเมืองกาฬสินธุ์มาขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม

จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบว่าอำเภอกันทรวิชัยมีร่องรอยคูน้ำ คันดินปรากฏให้เห็นเด่นชัด สำคัญที่สุดคือการขุดพบศิลปะโบราณวัตถุโดยเฉพาะ “พระพิมพ์ดินเผากันทรวิชัย” เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งยังพบพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ 2 องค์ แกะสลักจากหินทราย จากหลักฐานที่ค้นพบ จึงทราบว่าเมืองกันทรวิชัยเคยเป็นชุมชนอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี

สำหรับพระพุทธรูปยืนทั้ง 2 องค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพุทธมงคล และวัด สุวรรณาวาส เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ลักษณะศิลปกรรมของพระพุทธรูปยืนองค์ที่ประดิษฐานอยู่ใต้ร่มโพธิ์ ที่วัดพุทธมงคล ชาวบ้านจะเรียก “หลวงพ่อพระยืน” แกะจากหินทรายขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร ประทับยืนเอียงตน พระพักตร์ค่อนข้างยาวรี พระเนตรโปน

การเดินทางมาไหว้สักการะหลวงพ่อพระยืน ที่วัดพุทธมงคล การคมนาคมสะดวกถนนสี่เลน อยู่ห่างจากตัวเมืองมหาสารคามเพียง 16 ก.ม.ไปตามถนนสาย 213 มหาสารคาม-กาฬสินธุ์ ก่อนเข้า อ.กันทรวิชัย 2 กิโลเมตร

ขึ้นเนินจะเห็นวัดพุทธมงคลตั้งอยู่ด้านขวามือมองเห็นหลวงพ่อพระยืนประดิษฐานอยู่ใต้ร่มโพธิ์

สำหรับความเป็นมาของวัดพุทธมงคล จากหลักฐานตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2245 เดิมชื่อว่าวัดโพธิ์ เนื่องจากภายในวัดอุดมไปด้วยต้นโพธิ์ โดยชาวบ้านพร้อมกับพระมหาราช สุจิตโต ซึ่งเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกันสร้างวัดขึ้นมา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2506

พระพุทธุรูปยืนโบราณอีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัด “สุวรรณา วาส” ตั้งอยู่ในตัวอำเภอกันทรวิชัย ห่างจากวัดพุทธมงคลเพียง 2 กิโลเมตร

วัดตั้งอยู่ด้านซ้ายมือริมถนนสาย 213 เช่นกัน ชาวบ้านจะเรียกว่า “พระพุทธมิ่งเมือง” ลักษณะศิลปกรรมสร้างจากหินทรายแดงเหมือนกับหลวงพ่อพระยืน วัดพุทธมงคล

สรุปแล้วพระพุทธรูปยืนทั้งสององค์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะแบบทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-16 จะพบมาก ในภาคอีสานเท่านั้น

ด้านตำนานพื้นบ้านการสร้างพระพุทธรูปยืนทั้ง 2 องค์นี้ มีการเล่าสืบต่อกันมาว่า ก่อนปีมะเส็ง จุลศักราช 147 (ปี พ.ศ.1328) ผู้ครองเมืองคันธาธิราช หรือกันทรวิชัย นามว่า ท้าวลินจง มีบุตรชายคนเดียวชื่อ ท้าวลินทอง มีจิตใจโหดเหี้ยม ผู้เป็นบิดาจึงไม่ให้ยกเมืองให้ ครอบครอง ทำให้ท้าวลินทองมีความโกรธแค้น จึงจับบิดาขังทรมาน เพื่อบังคับให้ยกเมืองให้แก่ตน แต่บิดาก็หาได้ยอมไม่ มารดาได้อ้อนวอนบุตรชายและแอบส่งอาหารให้ท้าวลินจงสามี แต่ด้วยความที่ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส จึงถึงแก่ความตายในที่สุด

ต่อมาท้าวลินทองก็ได้ทำมาตุฆาตมารดาตายตามบิดาไปอีกคน

นับแต่ท้าวลินทองปกครองเมืองคันธาธิราช บ้านเมืองมีแต่ความระส่ำระสาย ท้าวลินทองเองก็รู้สึกไม่สบายทั้งกายและใจ

โหรทำนายว่าท้าวลินทองได้ทำอนันตริยกรรมมหันตโทษ ผลกรรมจึงทำให้เดือดร้อน การจะล้างบาปกรรมได้ก็โดยการสร้างพระพุทธรูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทดแทนพระคุณบิดาและ มารดา

จึงได้สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งสร้างอุทิศเพื่อทดแทนพระคุณมารดา ผินพระพักตร์ไปเบื้องทักษิณทิศคือ พระพุทธมิ่งเมือง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดสุวรรณาวาส

อีกองค์หนึ่งเพื่อทดแทนพระคุณบิดา ผินพระพักตร์ไปเบื้องทักษิณทิศคือ พระพุทธมงคลเมือง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพุทธมงคล

เมื่อท้าวลินทองสร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์เสร็จแล้ว ความ เดือดร้อนกระวนกระวายใจก็มิได้เบาบางลง และล้มป่วยลง จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางพุทธไสยาสน์ด้วยทองคำหนักเท่าตัวขึ้นอีกองค์หนึ่ง ความทุกข์ร้อนที่มีอยู่จะบรรเทาเบาบางลง

หากมีโอกาสเดินทางเยือนมหาสารคาม ควรเดินทางเที่ยววัดในอำเภอกันทรวิชัยทั้งสองแห่งนี้ พร้อมสักการะหลวงพ่อพระยืน เพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดไป

เชิด ขันตี ณ พล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน