การเปลี่ยนบทบาท ‘หน้าด่าน’ จัดเก็บภาษีเข้าประเทศ สู่การ ‘อำนวยความสะดวก’ ให้กับผู้ประกอบการ ของ ‘กรมศุลกากร’ มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายดีนัก
ส่งผลให้ภาคธุรกิจ ในมิติของการนำเข้า-ส่งออก เป็นปฏิกิริยาเร่งตัว ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่ธุรกิจ ‘อี-คอมเมิร์ซ’ รวดเร็วขึ้น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณยอดซื้อสินค้าออนไลน์ ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 38 ล้านชิ้น

ประกอบกับ ยุทธศาสตร์อนาคตเศรษฐกิจไทย จุดสำคัญ อย่าง ‘เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ หรือที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ ‘อีอีซี’ ปักธงดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ยิ่งทำให้กรมศุลกากรทำต้องทำงานเชิงรุก รู้ทัน ฉับไว ภายใต้นโยบายรัฐบาล
จึงเป็นที่มาของการพาคณะสื่อมวลชน เดินทางเยี่ยมชม ‘เขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์’ แห่งแรกในประเทศไทย ในพื้นที่อีอีซี
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า กรมศุลกากรได้อนุญาตให้บริษัท อีดับเบิ้ลยูทีพีดิจิตอล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้งเขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ eWTP Thailand Duty Free Zone โดยสอดรับกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561
และประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในการส่งเสริมกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ
รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพการนำเข้าให้คล่องตัว โดยกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 204/2562 ลงวันที่ 24 ก.ย.2562 รองรับการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในรูปแบบใหม่ที่จะมีขึ้นในเขตปลอดอากรดังกล่าว
ปัจจุบันพื้นที่ของ บริษัท อีดับเบิ้ลยูทีพีดิจิตอล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ได้จัดสรรให้ บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย ใช้พื้นที่สร้างคลังกระจายสินค้า ขนาดพื้นที่ 2.5 แสนตารางเมตร มูลค่าลงทุนกว่า 14,000 ล้านบาท
โดยกรมศุลกากรได้พัฒนาพิธีการศุลกากร เรียกว่า ระบบศุลกากรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Customs System : e-Coms) เพื่อให้การปฏิบัติพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากรดังกล่าว มีความสะดวกรวดเร็ว มาตรฐานสากล และลดความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย พร้อมทั้งมั่นใจว่าการนำเข้าสินค้าจะเกิดความคล่องตัวมากขึ้น
ตามประกาศกรมศุลกากร กำหนดให้เขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการรับมอบ ส่งมอบ การขนย้าย การเก็บรักษา การตรวจสอบสินค้าคงเหลือ และการตรวจปล่อยสินค้าที่ทันสมัย ได้แก่ เครื่องเอกซเรย์ ระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีระบุตัวตนของสินค้า ระบบสายพานลำเลียงสินค้า
เครื่องชั่งน้ำหนักอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ บุคคล หมายเลขทะเบียนยานพาหนะ หมายเลขตู้คอนเทนเนอร์และ/หรือสิ่งของที่ผ่านเข้าออก ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลภาพย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า 60 วัน หรือระบบควบคุมอื่นใดเพิ่มเติมตามที่กรมศุลกากรกำหนด
ในการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับของที่นำเข้าเขตปลอดอากรดังกล่าว เข้าสู่ระบบ e-Coms ของกรมศุลกากรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ก่อนยานพาหนะที่ขนส่งของจะมาถึงท่า หรือด่านศุลกากรที่นำเข้า
โดยระบบศุลกากรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Coms) สามารถรองรับทุกประเภทการขนส่งสำหรับสินค้าที่นำเข้าเขตปลอดอากรและเมื่อมีการขนย้ายสินค้าจากระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock) เพื่อประโยชน์ในการควบคุมตรวจสอบได้ระหว่างการเคลื่อนย้าย
และเมื่อมีสินค้าที่นำเข้าเก็บในคลังสินค้าจะมีการควบคุมด้วยระบบเอกซเรย์และเทคโนโลยีระบุตัวตนของสินค้า และเมื่อเริ่มการจัดทำบัญชีสินค้าคงคลังอิเล็กทรอนิกส์ (e-Inventory) แล้ว หากพนักงานศุลกากรมีเหตุสงสัยในความไม่ถูกต้องของสินค้านั้นๆ จะตรวจสอบสินค้าทางกายภาพเพิ่มเติม
สำหรับใบขนสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่มีภาระอากร ผู้ประกอบกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ต้องชำระค่าอากร จนกว่าจะครบกำหนด 14 วันนับแต่วันที่ระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากรออกเลขที่ใบขนสินค้าตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้ให้สิทธิประโยชน์ไว้
“ในเขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะมีเครื่อง x-ray และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระบุตัวตนของสินค้า ระบบสายพานลำเลียงสินค้า เครื่องชั่งน้ำหนักอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ บุคคล หมายเลขทะเบียนยานพาหนะ หมายเลขตู้คอนเทนเนอร์หรือสิ่งของที่ผ่านเข้าออก จะช่วยลดความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและจะเกิดความคล่องตัวมากขึ้น”
นายพันธ์ทองกล่าวว่า การติดตั้งเขตปลอดอากรดังกล่าวคงไม่ได้ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของศุลกากร เพราะปกติปริมาณนำเข้าสินค้าศุลกากรประมาณ 38 ล้านชิ้น แม้จะเพิ่มจากปี 2561 ที่มีแค่ 7 ล้านชิ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทประมาณ 35 ล้านชิ้น ซึ่งจะไม่เสียภาษีนำเข้าอยู่แล้ว แต่ระบบศุลกากรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการตรวจสอบได้แม่นยำมากขึ้น จะส่งผลให้การจัดเก็บมีความรั่วไหลลดลงด้วย
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการอำนวยสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถการค้าระหว่างประเทศ และยังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มาใช้คลังสินค้าแห่งนี้ในการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด มูลค่าส่งออกราว 1,000 ล้านบาท รวมถึงยังเกิดการจ้างงานกว่า 10,000 อัตรา
แม้ว่าคลังสินค้าดังกล่าว จะเป็นพื้นที่เตรียมสินค้าทั้งในขาของการนำเข้าสินค้า และส่งออกสินค้า ก็ตาม แต่ในส่วนของการนำเข้า ก็ไม่ได้สูงมากอย่างที่คนทั่วไปคิด เพราะแม้จะไม่มีคลังสินค้าดังกล่าว คนก็นำเข้า สั่งซื้อมาตามปกติอยู่แล้ว แต่ประโยชน์ในแง่การส่งออกมีสูงมาก โดยพื้นที่ 1 ใน 5 ไว้สต๊อกสินค้านำเข้าเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ จึงเป็นพื้นที่เตรียมไว้สำหรับสินค้าไทย เพื่อส่งออกไปทั้งหมด
กรมศุลกากรมุ่งมั่นในการส่งเสริมการจัดตั้งเขตปลอดอากร และพัฒนาระบบศุลกากรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Customs System : e-Coms) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์ของโลกที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเพื่ออำนวยความสะดวก ลดเวลา เพิ่มความเชื่อมั่น และเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ด้านวีระพงศ์ โก รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ประโยชน์จากการมีพิธีการศุลกากรภายในคลังกระจายสินค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการส่งออกและนำเข้าทั้งเรื่อง ของการตรวจสอบสินค้าจริงได้ง่ายทำให้ไทยไม่เสียโอกาสการแข่งขันและยังช่วยเอสเอ็มอีไทย
เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอีที่ค้าขายผ่านบริษัท 80-90% เป็นคนไทย และ 10% เป็นชาวจีน และขณะนี้มีเอสเอ็มอีเกษตรที่เข้ามาใช้คลังกระจายสินค้าส่งออกไปยังจีน และภูมิภาคเอเชีย ราว 1,000 ราย ไม่นับรวมเอสเอ็มอีที่ใช้แพลตฟอร์มในออนไลน์ค้าขายสินค้า มากกว่า 1 แสนราย และตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม 2 เท่าตัว
ส่วนคลังสินค้าของลาซาด้า ในพื้นที่บริษัท อีดับเบิ้ลยูทีพีดิจิตอล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีความคืบหน้า 80% ส่วนที่เหลือยังเหลือที่ต้องวางระบบเพิ่มเติม และคาดว่าจะเปิดใช้บริการกลางปี 2565 สามารถรองรับสินค้า 5 แสน -1 ล้านชิ้นต่อวัน
“เราเชื่อว่าธุรกิจ e-commerce ในประเทศไทยยังเติบโตได้อีกมากหากเทียบกับหลายประเทศ เช่น จีน ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซขยายตัวถึง 40% แต่ไทยขยายตัว 4-5% ซึ่งพฤติกรรมของคนไทยยังคงชอบซื้อขายผ่านออนไลน์ จึงเชื่อว่าปีนี้ ธุรกิจ e-commerce ในไทยน่าจะขยายตัวได้ 8-10%”
ส่งออกสินค้าไทยภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป จึงเริ่มมีความหวัง เมื่อหน่วยงานรัฐ อย่างกรมศุลกากรอีอีซีและภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ
