การช่วงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ นอกจากคึกคักด้วยจำนวนผู้สมัคร ยังเป็นที่จับตาเพราะว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน
ทั้งยังเป็นการเลือกตั้งไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือส.ก.
ส่งผลให้การต่อสู้ของส.ก.แต่ละเขต ถูกโฟกัสไปด้วย
และว่ากันว่าผลเลือกตั้ง ส.ก.จะเป็นตัวชี้วัดไปยังการเลือกตั้งส.ส.ครั้งหน้าด้วย

สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
ภาพรวมการเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งนี้แตกต่างไปจาก ทุกครั้งอย่างแน่นอน อย่างแรกเป็นการเลือกตั้งพร้อมกับ ผู้ว่าฯ กทม. จะทำให้มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเฉพาะ ส.ก.อย่างเดียว ซึ่งจะนำมาสู่การมีคะแนนจัดตั้งของผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองได้ ถือเป็นความได้เปรียบในส่วนตรงนี้ด้วย
ไม่เพียงคะแนนจัดตั้งซึ่งผู้สมัครที่ลงในนามพรรคการเมืองอาจได้เปรียบเท่านั้น กระแสความนิยมในตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ก็มีส่วนด้วย ถ้าผู้สมัครส.ก.คนไหนที่ลงในนามพรรค และพรรคนั้นส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ด้วย ก็จะยิ่งมีคะแนนความนิยมและความได้เปรียบมากกว่า
ก่อนหน้านี้มีการเลือกสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข.ด้วย แต่มาครั้งนี้ไม่มี ส.ข. มีเพียงการเลือกตั้งส.ก.อย่างเดียว ทำให้ ส.ก.มีความสำคัญต่อเขตพื้นที่นั้นๆ ทำให้ประชาชนให้ความสนใจเพราะถือเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนในเขตนั้น
อีกทั้งการทำงานเชิงโครงสร้าง หากร่วมกับพรรคการเมืองนำงบประมาณต่างๆ มาให้เขตของตัวเอง ส.ก.จึงมีความสำคัญอย่างมาก
ส่วนการประเมินเสียงส.ก.ของแต่ละพรรคแต่ละกลุ่มแล้วนั้น การผันแปร ส.ก.ที่ลงสมัครพรรคที่มี ส.ส.ในเขตนั้นๆ จะช่วยเรื่องคะแนนเสียงได้ แต่ก็แค่ระดับหนึ่ง คะแนนอีกส่วนคงจะได้จากกระแสจากตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.
หมายความว่า ผู้สมัครส.ก.ที่ลงสมัครในนามพรรคเดียวกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็จะได้คะแนนเสียงเพิ่ม เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกพร้อมกัน จึงมองว่าคะแนนของผู้ว่าฯ กทม.กับส.ก. ครั้งนี้จะเชื่อมโยงไปด้วยกันอย่างแน่นอน
อย่างที่บอกว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก และมีการเลือกเพียงส.ก. โดยไม่มีส.ข. คนจึงให้ความสนใจ
แต่ถ้า ส.ก.คนไหนลงสมัครในนามอิสระก็ต้องยอมรับว่ามีเสียงหนุนค่อนข้างน้อย คนไม่รู้จัก หรือยังไม่เห็นผลงานบ้าง แต่ก็จะแตกต่างจากผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ที่ลงสมัครแบบอิสระที่ประชาชนพอจะเห็นผลงานมาก่อนหน้านี้บ้าง
ดังนั้น คิดว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครส.ก. โดยดูว่าเป็นทีมเดียวกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่จะเลือกหรือไม่ ถ้าเป็นผู้สมัครส.ก.ที่ลงแบบอิสระ ประชาชนคงดูว่าคนไหนที่น่าจะทำงานร่วมกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.คนที่จะได้รับเลือกได้
ภาพรวมของการเลือกตั้งส.ก.นั้น ยอมรับว่าจะส่งผลไปยังการเลือกตั้งระดับชาติได้ไม่มากก็น้อย เห็นได้จากการที่พรรคการเมืองต่างมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร และถ้าผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคไหนได้รับเลือก ก็จะเป็นตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งถึงการเลือกตั้งระดับชาติได้
แต่ต้องไม่ลืมดูตัวชี้วัดที่มาจากกระแสของผู้ว่าฯ กทม.ด้วย เพราะเลือกตั้งพร้อมกัน
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง
เลือกตั้ง ส.ก.ครั้งนี้อั้นมานานหลายปี บรรยากาศจึงมีความคึกคักมาก ความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนก็มากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับระยะเวลาในการเลือกตั้งไม่นาน
วันที่ 22 พ.ค.นี้ก็จะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว ถือว่าทุกอย่างรวดเร็ว การรณรงค์หาเสียงไม่ได้ทอดเวลาออกไปนาน ความสั้น กระชับ ทำให้ความตื่นตัวของประชาชนมีมาก
ที่ต้องจับตาดูคือผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.บางคนมีทีมผู้สมัคร ส.ก.ด้วย แต่บางคนไม่มีทีม ส.ก.
ในแง่กฎหมายถือว่าคนละส่วนกัน ส.ก.ทำหน้าที่ออก ข้อบัญญัติกทม. ขณะที่ผู้ว่าฯกทม. ทำหน้าที่บริหาร แต่ถ้ามองลักษณะการทำงาน ส.ก.กับผู้ว่าฯกทม. จะเป็นเนื้อเดียวกัน การพัฒนาเรื่องงบประมาณจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
งบประมาณกับโครงการต้องขอสภากทม. ตรงนี้สำคัญที่สุด ดังนั้น โครงการต่างๆ ที่ผู้ว่าฯ กทม.นำเสนอจะทำ ไม่ได้เลย หากสภากทม.ไม่อนุมัติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา
หลายยุคสมัยหากย้อนไปตั้งแต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. มีการเล่นเกมทางการเมือง ถึงขนาดสมัยที่ 2 ของพล.ต.จำลอง พูดว่า ให้เลือกส.ก.ของเขาเพื่อให้ทำงานได้ ผู้ว่าฯ กทม.ในยุคหลังๆ ก็พยายามจะเอาส.ก.เข้าไปด้วย
ตรงนี้เป็นข้อสังเกตได้ว่า ถ้าส.ก.กับผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนละพวกกันก็จะมีปัญหาเรื่องการตัดขาหรือแก่งแย่งกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผู้ว่าฯ กทม.
จึงขอฝากไปถึงพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องดูว่าจะเลือก ส.ก.ทีมเดียวกับผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ หรือจะเลือก ส.ก.ให้ไปคานผู้ว่าฯกทม. ก็แล้วแต่การตัดสินใจ
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งล่าสุดไม่ได้ส.ส.กทม.เลย จะส่งผลต่อสนามส.ก.ครั้งนี้หรือไม่นั้น คิดว่ามีความเชื่อมโยงกัน การเมืองระดับชาติจะส่งผลต่อระดับท้องถิ่น
โดยเฉพาะเป็นท้องถิ่นกทม. ซึ่งแตกต่างจากท้องถิ่นในต่างจังหวัดที่ผู้สมัครใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่ แม้พรรคตกต่ำแต่ผู้สมัครยังได้อยู่ แต่ กทม.ถ้าพรรคตกต่ำ ผู้สมัครจะได้รับผล กระทบถ้วนหน้า
คำถามคือผลงานของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่รับหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ทำงานเข้าตาประชาชนหรือไม่ ถ้าเข้าตาผู้สมัครส.ก.ของพรรคจะได้อานิสงส์ไปด้วย แต่ถ้าทำงาน ไม่ดีก็จะเป็นอีกแบบ
และจะกระทบไปถึงผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐด้วย เพราะทั้ง 2 พรรคเป็นรัฐบาล ซึ่งยามนี้ถือเป็นขาลงเนื่องจากทำงานมาหลายปีแต่ผลงานยังไม่ชัดเท่าไร
ถ้าพูดตรงๆ มองว่าฝ่ายค้านจะได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย พื้นที่ตรงไหนที่มีส.ส.ก็อาจได้ส.ก.ด้วย และมองว่าพรรคไทยสร้างไทยคงไปตัดคะแนนกับพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
ขณะที่พรรคก้าวไกลแม้ที่ผ่านมาไม่มีระบบหัวคะแนน แต่คิดว่าจะได้ที่นั่งส.ก. เพราะนี่คือกทม. เรื่องคะแนนจัดตั้งหรือการวางแผนของหัวคะแนนจะเป็นลำดับรองลงมา วันเวลาเปลี่ยนไปแล้ว หัวคะแนนเป็นเรื่องเก่า แต่วันนี้เป็นสังคมโซเชี่ยลมีเดีย
ผู้สมัครบางคนแทบไม่ติดป้ายหาเสียง ไม่ต้องขึ้นนโยบายต่างๆ ให้เลอะเทอะ แม้กระทั่งแย่งกันไปออกรายการโทรทัศน์ เพราะสามารถสื่อสารโดยตรงถึงประชาชนได้เลย
แต่สิ่งที่ควรพูดกันคือความเป็นไปได้ของนโยบาย สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ สิ่งสำคัญคนไปเลือกตั้งจะมีแนวคิด 2 แบบคือ 1.ไม่ต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. กับ ส.ก. อยู่พรรคเดียวกัน และ 2.เลือกให้เหมือนกัน จะเป็นไปแบบไหนต้องรอดู
ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มสธ.
ภาพรวมการสมัคร ส.ก.ครั้งนี้ ต่างไปจากทุกครั้ง เพราะไม่มีเลือกตั้งมา 9 ปี ฉะนั้น 1.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการเมืองของกทม. จะเปลี่ยนไปเยอะ
2.การเลือกตั้งครั้งนี้ สัมพันธ์กับการเมืองระดับชาติ โดยเฉพาะอยู่ในโค้งสุดท้ายที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ตามไทม์ไลน์อาจเกิดต้นปีหน้าหรือเร็วกว่านั้น เลือกตั้งกทม.ครั้งนี้จึงเป็นฐานไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติด้วย
3.จะมีการบริหารจัดการในเรื่องการเมืองและ การพัฒนาเมืองก็เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน
และ 4. เกี่ยวข้องทางด้านสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่เป็นผลจากทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงโควิด-19
การประเมินเสียง ส.ก.แต่ละพรรคแต่ละกลุ่มนั้น พรรคเพื่อไทยคงได้ส.ก.เขตรอบนอกอยู่ไม่น้อย เพราะพรรคมีฐานอยู่ตรงนั้น ขณะเดียวกันอาจได้ส.ก.ในพื้นที่รอบในด้วย โดยน่าจะมีส.ก.ของพลังประชารัฐ แทรกตัวเข้ามาได้บ้าง
ส่วนพรรคก้าวไกลก็มีโอกาสแทรกตัวเข้ามาได้ เช่นกันในพื้นที่รอบในและรอบกลาง
พรรคประชาธิปัตย์เองก็มีโอกาสที่จะกลับมา แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นงานหนักเพราะเดิมพรรคประชาธิปัตย์นั้นฐานเสียงอยู่ที่สมาชิกสภาเขต หรือส.ข.ไม่น้อย ครั้งนี้มีส.ก.อย่างเดียว ต้องทำการบ้านหนัก ต้องฟื้นฟูฐานคะแนนเสียงของพรรค แต่มีโอกาสกลับคืนมาบางส่วนในเขตรอบใน และรอบกลาง
พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็มีสิทธิ์ได้บ้างในเขตชั้นนอก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ คุณหญิงสุดารัตน์ แต่ทีมของเพื่อไทยก็ไม่ได้ไปกับ คุณหญิงสุดารัตน์ทั้งหมด รอบนอกต้องเฉลี่ยกันไประหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยสร้างไทย
เนื่องจากครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งผู้ว่าฯกทม. กับ ส.ก. โดยยุทธศาสตร์การหาเสียงย่อมเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว ผู้สมัครแบบสังกัดพรรคค่อนข้างชัดเจนเมื่อเลือกผู้ว่าฯ กทม.คนนี้ ก็คือเลือก ส.ก.ของพรรคนี้
กรณีผู้ว่าฯ กทม. ไม่สังกัดพรรค อย่างไรก็ยังมีการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคเพื่อไทยก็ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็เป็นดุลพินิจของประชาชนว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไร
ทั้งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาท้องถิ่นที่จริงไม่ควรสอดคล้องกับฝ่ายบริหาร หรือผู้ว่าฯ กทม. เพื่อให้หลักการถ่วงดุลอำนาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะถ้าสอดคล้องกันไปหมดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจก็ทำได้ไม่เต็มที่
ฉะนั้นการเลือก ส.ก.ควรคละกันไป ทั้งฝั่งสนับสนุนและคัดค้าน ถ้าสภากทม.สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
ขณะเดียวกัน จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์กับการเมืองระดับชาติ คือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นเมืองหลวงมีประโยคที่มักพูดกันเสมอว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย แต่ท้ายสุดประเทศไทยก็คือกรุงเทพฯ คนเมืองหลวงก็จะสะท้อนไปถึงการเมืองภาพใหญ่