อ่านเรื่อง‘บางกอก’วัน‘กรุงเทพ’ครบ 240 ปี
บุ๊กสโตร์
วาระครบ 240 ปี การสถปานา “กรุงเทพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” (21 เมษายน พ.ศ. 2325) “สำนักพิมพ์ มติชน” เสนอหนังสือ 3 เล่ม มานำย้อนประวัติศาสตร์กรุงนามเทพที่เทพไม่ได้สร้างแห่งนี้ เมืองที่สากลรู้จักในชื่อ “บางกอก” และรับรู้ด้วยว่า หลายหลากชาติพันธุ์คือเจ้าของมือที่ร่วมกันปั้นบางกอก

…“Siamese Melting Pot ก่อร่างเป็นบางกอก” ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ใน “บางกอก” มหานครแห่งความ หลากหลาย ผลงานที่ฉายชัดภาพดินแดนที่รวบรวมไว้ซึ่งหลากเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม อันเป็นส่วนผสานผสมจากอัตลักษณ์ข้ามหลากวัฒนธรรม และที่สุด จากหลาก “ชาติพันธุ์” หลอมเป็น “ชาติไทย”
หนังสือที่นักวิชาการมานุษยวิทยา เอ็ดวาร์ด แวน รอย ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษสังเกตการณ์ประเทศอันเต็มไปด้วยความน่าสนใจและความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นประเทศไทย ค้นหาความเป็นมา ความสัมพันธ์ และความสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์วรรณาต่างๆ ที่ผสานกลืนอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่สมัยธนบุรี รัตนโกสินทร์ สืบมา กระทั่งกลายเป็นกรุงเทพมหานคร เสมือนหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกับความเป็นไทยอย่างแยกไม่ขาด
ดังที่ผู้แปล ยุกติ มุกดาวิจิตร ระบุไว้ในคำนำ “ก่อร่างเป็นบางกอก ทำให้พหุสังคมบางกอกปรากฏแจ่มชัดขึ้นมา จนผมรู้สึกได้ว่าเมื่อสัก 100 ปีที่แล้วนั้น ผู้คนในบางกอกคงพูดกันหลายภาษา พวกเขาคงได้พบพานความแตกต่างจนเป็นปกติวิสัย และพวกเขาน่าจะคุ้นเคยกับผู้คนที่แตกต่างกันจนไม่ได้ถือสาว่าทำไม เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือญาติๆ พวกเขาเอง จะแตกต่างจากพวกเขาอย่างยิ่งทั้งในทางนิสัยใจคอ บุคลิก ความเชื่อ ไปจนถึงอาหารการกิน หนังสือนี้จะช่วยตอบคำถามว่า ผ่านไปราวเพียง 100 ปี ทำไมประชากรกรุงเทพฯ จึงดูราวกับไร้ความแตกต่างกันได้มากถึงเพียงนี้
ขออุทิศคุณูปการของหนังสือแปลเล่มนี้ แด่หลากชีวิตของผู้คนที่มีส่วนสร้างบางกอก ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏนามในหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เลือดเนื้อและจิตวิญญาณจำนวนมหาศาลของบรรพชนผู้ทุกข์เข็ญจากการต้องรอนแรม ถูกโยกย้าย ถูกขูดรีดบีฑา พวกเขาล้วนมีส่วนสำคัญทำให้ประชาชนบางกอกและสยาม/ประเทศไทยก่อตัวและต่อชีวิตมาจนบัดนี้ได้

…“อยุธยาในย่านกรุงเทพ” เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจากการสถาปนาพระราชวัง หรือกำแพงเมือง แต่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจากชุมชน เรือกสวน ไร่นา มีวัดวาอารามอันเสมือนเป็นศูนย์กลางประจำท้องถิ่น
อาจารย์โบราณคดี ประภัสสร์ ชูวิเชียร สำรวจ แกะรอย ตามเส้นทางคมนาคมดั้งเดิม คือ แม่น้ำลำคลอง ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้พบงานศิลปกรรมที่มีอายุเก่าแก่ไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้น ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ของมหานคร ฉายภาพให้เห็นถึงชุมชนโบราณดั้งเดิมที่เรียกกันว่า “หัวเมืองปากใต้” ของอยุธยา
หนังสือเล่มนี้รวบรวมศิลปกรรมโบราณ อันเป็นหลักฐานสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่บ่งถึงการเติบโตของกรุงเทพฯ หรือบางกอกในสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลาง อุโบสถ ใบเสมา เจดีย์ ที่เมื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบอายุสมัย ผลปรากฏว่า ศิลปกรรมในกรุงเทพฯ ยังคงเหลือร่องรอย ซากอารยธรรมที่กำหนดอายุสมัยได้ถึงอยุธยาตอนต้น อันเป็นสิ่งคนกรุงเทพฯ นานวันได้หลงลืมร่องรอยเหล่านี้ไปหมดแล้ว หรือแท้จริงแล้วอาจไม่เคยรู้ว่า กรุงเทพฯ ยังมี “อยุธยา” เป็นเงาซ้อนและซ่อนอยู่

…“ศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ” พาไปรู้จัก “จีนโพ้นทะเล” ผ่านสถาปัตยกรรมศาลเจ้าจีนสมัยรัชกาลที่ 1-5 ในกรุงเทพฯ รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ กวางตุ้ง และจีนแคะ
คำ จีนโพ้นทะเล สื่อถึงชาวจีนที่อพยพออกจากบ้านเกิด เพื่อไปตั้งหลักฐานในดินแดนอื่น โดยมีสาเหตุการอพยพหลายประการ เช่น ภาวะความแห้งแล้ง, ความยากจนแร้นแค้น, ภัยสงคราม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า ชาวจีนโพ้นทะเลรวมถึงลูกหลานของชาวจีนกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่เกือบทุกมุมโลก อย่างไรก็ตามถึงแม้ชาวจีนเหล่านี้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ดินแดนใหม่ แต่มิได้ลืมรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง โดยสะท้อนผ่านภาษาพูด อาหาร และประเพณี
ศาลเจ้าที่ชาวจีนเหล่านี้สร้างขึ้นก็เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนตัวตน อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช อาจารย์คณะโบราณคดี ศิลปากร นำเปิดโลกสถาปัตยกรรมศาลเจ้าจีน สถานที่อันเต็ม ไปด้วยความงามแห่งจิตวิญญาณของชาวจีน ลึกซึ้งเข้าไปในประวัติศาสตร์ศิลปะ ภูมิหลัง ตั้งแต่หน้าประตูไปจนถึงบนหลังคา ย้อนไปถึงที่มาของศาลเจ้าจีนกลุ่มต่างๆ ในกรุงเทพฯ สัมผัสแนวคิดของรากเหง้าทางวัฒนธรรมจีนที่แม้มีการปรับตัวและผสมผสาน แต่ยังคงอัตลักษณ์ ศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ จึงเป็นมรดกโพ้นทะเลที่แสนทรงคุณค่า
ครบเครื่อง “สำนักพิมพ์มติชน” www.matichonbook.com เสนอมาให้อ่านเอาเรื่อง อ่านให้เข้าใจซึ่งกัน ในวัน “กรุงเทพ” อายุ 240 ปี
ผู้สื่อข่าวหรรษา