ใครที่ชอบอาบน้ำแร่-นอนแช่น้ำพุร้อน ‘ออนเซน’ ขอบอกไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปไกลถึงญี่ปุ่น บ้านเราก็มีเหมือนกัน อยู่ที่ ‘ชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองครก’ ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ หลายวันก่อน ‘คุณทิพวัลย์ เวชชการัณย์’ ผอ.กลุ่มอุทยานวิทยาศาสตร์ ภายใต้กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำ นักข่าวลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแผนงานการ ส่งเสริมการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อพัฒนาสังคม และชุมชน ที่หมู่บ้านดังกล่าว ที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยบางส่วนผ่านโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นในภูมิภาคด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม

ผอ.กลุ่มอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า ที่นี่เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมและสุขภาพ จากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่ เล็งเห็นการนำวัฒนธรรมและทรัพยากรในชุมชนมาต่อยอดเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ภายในท้องถิ่น อาทิ หมู่บ้านควาย ศูนย์อนุรักษ์ควายไทย สวนผลไม้ออร์แกนิก นวดผ่อนคลายแบบไทย การแสดงจากเยาวชนและผู้สูงอายุ การทำอาหารท้องถิ่น การต้มไข่และแช่ น้ำพุร้อน ด้วยน้ำพุร้อน ไฮไลต์คือ การอาบออนเซนในโฮมสเตย์

การดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากผู้นำชุมชน ได้เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน การบริหารทีมการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน รวมถึงการยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาด ผ่านกิจกรรมของโครงการสร้างผู้ประกอบการชุมชน (Local Startup) คาดว่าชุมชนจะมี รายได้กว่า 2.5 ล้านบาท ต่อปี

ทีนี้มาคุยกับเจ้าของพื้นที่กันบ้าง ‘คุณประชัน อูปคำแดง’ วัย 51 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองครกหมู่ที่ 10 ต.สันทราย ที่มีปริญญาตรีสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ่วงท้าย เล่าว่า หมู่บ้านมี 147 ครัวเรือน ประชากร 495 คน ที่ผ่านมามีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า หลังจากต่อท่อน้ำพุร้อนเข้ามาในชุมชน เพื่อใช้ในครัวเรือนใช้ล้างถ้วยชามและอาบน้ำแล้ว ซึ่งมีผลวิจัยพบว่ามีคุณสมบัติเรื่องรักษาโรคผิวหนัง ถ้าเป็นผื่นแล้วมาแช่ น้ำนี้จะหาย จึงคิดต่อยอดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดรายได้ในเมื่อมีต้นทุนคือน้ำพุร้อนอยู่แล้ว พอดีทางอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เข้ามา สนับสนุนเมื่อปี 2563 เดิมตรงนี้ในเนื้อที่ 1 ไร่เศษเป็นบ่อขยะจึงปรับปรุงมาเป็น สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

พร้อมเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวปี 2561 ช่วงแรกมีฝรั่งเข้ามาเยอะอยู่ แต่ 2 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว ฝรั่งที่เข้ามาเที่ยวส่วนใหญ่ประทับใจคน ในชุมชน เพราะคนในหมู่บ้านต้อนรับ นักท่องเที่ยวดีมาก และประทับใจเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนใหญ่ชอบทำกิจกรรมหลามห้วย คือเข้าไปประกอบอาหารในป่า โดยใช้กระบอกไม้ไผ่ ไปทำนา ดำนา ส่วนกลางคืนก็เผาข้าวหลาม เผามัน นั่งพูดคุยกันรอบกองไฟบริเวณป่าไผ่ และมี โฮมสเตย์ให้พักด้วย 10 หลัง

ช่วงแรกรายได้ดีมาก ชาวบ้านแทบไม่ต้องทำการเกษตรก็อยู่ได้ เพราะสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ไม่ว่าจะเป็นผักปลอดสารต่างๆ ขณะเดียวกันหมู่บ้านมีโครงการให้แต่ละ ครัวเรือนต้องปลูกผักอย่างน้อย 5 ชนิด เพื่อนำมาแลกกันกิน แต่ละบ้านต้องปลูกผักไม่เหมือนกัน ถือเป็นการลดต้นทุน ลดรายจ่ายในครัวเรือนไปในตัว แต่ช่วงโควิดทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว เลยหันมาทำเครื่องจักสาน และขายผ่านทางออนไลน์ โดยใช้ฐานนัก ท่องเที่ยวกลุ่มเก่าๆ

ผลิตภัณฑ์เด่นๆ ในหมู่บ้านมีทั้งลูกประคบ และเครื่องจักสาน ส่วนใหญ่เป็นตะกร้าไม้ไผ่ เพราะในหมู่บ้านมีไม้ไผ่เยอะ เน้นเลือกใช้แต่ไม้แก่ๆ และมีการปลูกทดแทนด้วย ส่วน ลูกประคบนอกจากขายผ่านออนไลน์แล้ว คนหมู่บ้านใกล้ๆ จะมาสั่งซื้อ ขายลูกละ 30 บาท

ด้วยผลจากการบริหารจัดการที่ดีของ ผู้ใหญ่ประชัน ทำให้ได้รางวัลมากมาย อาทิ รางวัลหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ระดับจังหวัด ปี 2564 เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีทั้งความสมัครสมานสามัคคี ไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกัน และช่วยกันทำให้เกิดรายได้เข้าชุมชน นอกจากนี้ยังได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในปีเดียวกัน
ผู้ใหญ่ประชันแจงด้วยว่า จุดเด่นของหมู่บ้านอีกอย่างคือ การทำโคกหนองนาโมเดล เป็นการบริหารจัดการน้ำ เพราะที่นี่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง จึงได้ชักชวนชาวบ้านเข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล โดยเริ่มจากการที่ตนเองแบ่งพื้นที่ 1 ไร่ จากที่มีอยู่ทั้งหมด 6 ไร่ทำเป็นตัวอย่าง ปลูกผลไม้และพืชผักสวนครัวไว้กินเอง ที่เหลือก็แบ่งปัน

“ในส่วนของน้ำพุร้อน พูดได้ว่าหมู่บ้านเรามีออนเซนกันทุกบ้าน และน่าจะเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพราะที่อื่นก็มีน้ำพุร้อน เหมือนกัน แต่ไม่ได้ต่อท่อทุกหลังคาเรือน ขณะที่หมู่บ้านผมยืนยันได้ว่าต่อน้ำพุร้อนมาใช้ทุกหลังคาเรือน หน้าหนาวอาบออนเซนได้เลย โดยทางหมู่บ้านคิดค่าน้ำถูกมาก ปีหนึ่งคิดแค่ร้อยเดียว เป็นค่าซ่อมบำรุงต่างๆ”

ส่วนฤดูที่น่ามาเที่ยวที่สุดคือฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพ.ย.-มี.ค. เรื่องค่า ใช้จ่ายอยู่ที่ว่าอยากทำกิจกรรมอะไรบ้าง คืนหนึ่งตก 1,800 บาทต่อคน มีอาหารเช้า มีบริการนวด มีการแสดง รวมอยู่ทั้งหมด แต่ถ้ามาเช้าเย็นกลับ มาแช่เท้ามานวดคิดค่านวดเป็นรายชั่วโมง สนใจติดต่อได้ที่เบอร์ 09-3956-4558

นับเป็นชุมชนท่องเที่ยววิถีเกษตรเชิงสุขภาพอีกแห่งที่มีความโดดเด่น และมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายตามใจชอบ ใครได้ไปเยือนต่างติดอกติดใจกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ชื่นชอบการนวด คนที่ชอบงานเกษตร รวมถึงนักอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งหลาย
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง