ภายหลังงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 50 ที่สถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคมถึง 6 เมษายน 2565 ทำให้หลายคนเริ่มหันมาตระหนักว่าหนังสือยังเป็นที่หมายปองของผู้คน เพราะตลอดการจัดงานในครั้งนั้น มีผู้อ่านหลากหลายวัยเข้าไปจับจ่ายหาซื้อหนังสือเป็นจำนวนมาก
มีนักอ่าน นักเขียน นักแปล นักวิชาการ นักการเมือง ศิลปิน มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง
ทำให้บรรยากาศ “การอ่าน” ผลิบานอีกครั้ง

ที่บูธมติชนในธีม “Book Journey” ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง สำนักพิมพ์มติชนได้เปิดตัวหนังสือใหม่ หลายเล่ม หลายแนว ทั้งหนังสือที่มีเนื้อหาเข้มข้นในทางการเมือง ประวัติศาสตร์ วิชาการ นวนิยายไทย-ต่างประเทศ พัฒนาตนเอง และหนังสืออ่านง่าย เติมเต็มกำลังใจ
ปรากฏว่าหนังสือแต่ละเล่มได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
สำหรับหนังสือ 10 เล่มเบสต์เซลเลอร์ของสำนักพิมพ์มติชนที่จำหน่ายภายในงานสัปดาห์หนังสือฯ ในครั้งนั้น ประกอบด้วย สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น, ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส, เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย, ทหารของพระราชา, ก่อร่างเป็นบางกอก, ดีเอ็นเอปฏิวัติ, วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย, ปิดแท็บชีวิต แค่ปิดโซเชียล,ทุนวังคลังนา, ความทรงจำใต้อำนาจ
หนังสือเหล่านี้มีผู้มาต่อคิวซื้อ และรอล่าลายเซ็นจากนักเขียนที่ชื่นชอบ
แม้งานหนังสือในปีนี้จะปิดฉากลงแล้ว แต่หนังสือยังเดินทาง ต่อได้ไม่รู้จบ

ในเดือนพฤษภาคม บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)ได้คัดหนังสือ 5 เล่มเด็ด “เบสต์เซลเลอร์” จากงานสัปดาห์หนังสือฯ ลงแผงบาวบุ๊ค ในร้านสะดวกซื้อ ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกัน 60 สาขาทั่วประเทศ
แผงหนังสือ บาวบุ๊ค เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กับ เครือคาราบาว กรุ๊ป ที่ตั้งใจจะสร้างแผงหนังสือคู่ชุมชนขึ้นมาให้ได้ จึงร่วมมือกันนำหนังสือกระจายไปยังสาขาต่างๆ ของ ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นมาได้กระจายไปทั้งหมด 60 สาขา
สำหรับหนังสือ เบสต์เซลเลอร์ที่คัดสรรมาวางไว้บนแผงบาวบุ๊ค เล่มแรก ขอเสนอหนังสือขายดีอันดับ 1 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ ชื่อ “สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น” งานเขียนของ หนุ่มเมืองจันท์ ผลงานเล่มล่าสุดที่ผู้เขียนตั้งใจให้ภาพกับเนื้อหาสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ยังคงสไตล์การเขียนฮาวทูสร้างแรงบันดาลใจ และแบ่งปันข้อคิดดีๆ ผ่านเรื่องเล่าแนวธุรกิจอ่านสนุก ในสไตล์เฉพาะตัวนำเสนอมุมมองต่อสิ่งรอบตัวในมุมมองบางอย่างที่ให้ “ความหมาย” และ ยิ้มได้

ยกตัวอย่างเนื้อหาตอนหนึ่งในเล่มที่หนุ่มเมืองจันท์เขียนเรื่องราวของ “หนุ่ม” เกียรติคุณ เยาวรัตน์ อดีตไดเร็กเตอร์สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ที่เจอวิกฤตสุขภาพจนเกือบตาย แต่ก็เลือกที่จะลุกขึ้นอีกครั้งด้วยการออกกำลังกาย เพื่อที่จะบอกว่าจะลุกขึ้นได้นอกจาก “ใจ” ต้องพร้อมแล้ว “กาย” ก็สำคัญ เพราะ “ความฝัน” ที่ดีต้องอยู่ในร่างกายที่เข้มแข็ง คนเราต้องมี “ความหวัง” ต้อง เชื่อว่า “ปีก” ที่หักไปจะงอกขึ้นมาใหม่เสมอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขอเพียงรักษา “ความฝัน” ไว้
ผลงานเล่มนี้เพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นเมื่อได้ภาพปก และภาพประกอบเนื้อหา จากการลั่นชัตเตอร์ของ “พิชัย แก้ววิชิต” ช่างภาพวินมอเตอร์ไซค์ ที่มีจิตวิญญาณศิลปิน มีภาพถ่ายเป็นลายเซ็น เฉพาะตัวต่อ เส้น แสง เงา รูปร่าง และรูปทรง

เล่มที่สอง คือ หนังสือชื่อ “เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย” ผลงานล่าสุดของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจชื่อดัง นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์สยาม-ตะวันตก ผ่านภาพถ่าย
ผู้อ่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพถ่ายโบราณที่เก็บรักษาไว้กว่า 100 ปี ซึ่งเป็นการปะติดปะต่อหลักฐานเชื่อมโยงความทรงจำระหว่างไทย/เทศ พร้อมๆ กับการส่องสำรวจเบื้องหลังภาพถ่ายประวัติศาสตร์เหล่านั้น เพื่อเชื่อมโยงบอกเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
และเล่าเรื่องภาพถ่ายที่อาจแฝงด้วยรหัสทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสะท้อนผ่าน อากัปกิริยา เรือนร่าง เสื้อผ้า รวมไปถึง สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม กระทั่งวรรณกรรม อาทิ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพถ่ายคนป่าในดงผู้เจริญ อัตลักษณ์ในเรือนผมพระเกศาเจ้าดารารัศมีกับอำนาจของความเป็นอื่น อำนาจของการนั่ง ความตายในภาพถ่าย เป็นต้น
เล่มถัดมาเป็นหนังสือแนวประวัติศาสตร์คลี่ปมการเมืองเบื้องหลังวันสำคัญไทย จากยุคสิ้นสุดสงครามเย็นถึงยุครัฐธรรมนูญ 2540 ที่ชื่อว่า “ความทรงจำใต้อำนาจ รัฐ ราชวงศ์ พลเมือง และการเมืองบนหน้าปฏิทิน” ผลงานของ ชนาวุธ บริรักษ์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากความสงสัยของผู้เขียนต่อการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในช่วงต่างๆ จึงเริ่มต้นสืบค้นว่าที่ผ่านมารัฐไทยมีวันสำคัญแห่งชาติ อะไรบ้าง และวันเหล่านั้นบอกอะไรกับเรา เพราะตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา เรามีวันสำคัญเกิดขึ้นถึง 75 วัน!

นับเป็นผลงานที่ตีแผ่กลไกเบื้องหลังการสร้างวันสำคัญในไทยที่เกิดมานานนับศตวรรษ ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ช่วงการเปลี่ยนผ่านแนวคิดเรื่องเวลาจากจันทรคติสู่สุริยคติ จนถึงทศวรรษ 2520-2540 อันเป็นช่วงการเพิ่มขึ้นของวันสำคัญแบบมวลชนเข้าไป
ดังนั้น วันสำคัญจึงมิใช่เพียงวาระรำลึกถึงอดีต หรือมีเพื่อเฉลิมฉลอง แต่ยังสัมพันธ์กับสำนึกความทรงจำของพลเมืองให้สยบยอม และเชื่องเชื่ออยู่ภายใต้ “อำนาจ” ที่คอยบงการชีวิตผู้คนอยู่ตลอดเวลา
มาถึงอีกหนึ่งเล่มฮิต ที่ชื่อว่า “ปิดแท็บชีวิต แค่ปิดโซเชียล” เขียนโดย ทันย่า กูดิน นักเขียน นักพูด นักรณรงค์ ด้านจริยธรรมเทคโนโลยี แปลโดย พรรษรัตน์ พลสุวรรณ พาผู้อ่านเรียนรู้การเป็นพลเมืองดิจิทัลอย่างเท่าทัน ถึงแม้จะเขียนโดยชาวตะวันตก แต่เนื้อหาในหนังสือเป็นสากล
เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้โซเชี่ยลมีเดีย ที่ถึงขั้นเรียกว่าเสพติดเทคโนโลยีจนชีวิตเสียสมดุล อาทิ การเปิดมือถือตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาตื่น การเสพและแชร์ข่าวปลอมทางออนไลน์โดยไม่รู้ตัว การก้มหน้าก้มตาดูโทรศัพท์แม้อยู่กลางวงสนทนา เป็นต้น
นับเป็นหนังสือที่เหมาะกับทุกคน ทุกวัย และเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และน่าจะทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้โซเชี่ยลมีเดียให้ดียิ่งขึ้น
และสุดท้าย คือหนังสือ “ก่อร่างเป็นบางกอก” ผลงานของ เอ็ดเวิร์ด แวน รอย (Edward Van Roy) แปลโดย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์โครงการบัณฑิต ศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนังสือที่ว่า กันว่า อาจเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯในรอบ 50 ปี และเข้าใจรากฐานความ เป็น “เมือง” ของกรุงเทพฯ อย่างลึกซึ้ง ขึ้น ในมุมมองของคนเดินถนนธรรมดา พาผู้อ่านลัดเลาะไปตามซอกหลืบของมหานครบางกอก

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า “หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของตัวเองกับคน กลุ่มต่างๆ ในภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศ คือมีคนมากมายมาช่วยกันสร้างเมืองนี้ มาจากลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา ชาวมอญ ชาวทวาย ดังนั้น ถ้าเราจะบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยกันสร้างขึ้นมา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวมากขึ้นว่าไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ ดินแดนแห่งนี้ บรรพบุรุษของเราคือใครเมื่อเราต่างก็มาจากร้อยพ่อพันแม่ เป็นรากฝอยที่เชื่อมโยงกันเต็มไปหมด”
จึงไม่แปลกที่หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนึ่งในหนังสือที่เหล่าว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.ต่างหยิบไปอ่านด้วยความอยากรู้

นอกจากหนังสือ “เบสต์เซลเลอร์” ทั้ง 5 เล่มแล้ว ยังมีหนังสือคัดสรรคุณภาพที่น่าสนใจอีกมากมาย รวมกว่า 30 ปก อาทิ สับปะรด สุดยอดผลไม้ไทย ปลูกง่าย กำไรงาม, มะม่วง ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน, สูตรสำเร็จ ธุรกิจหมา-แมว ทำแล้วรวย, เดอะ ก๊อดฟาเธอร์, สิ้นแสงฉาน, มองหน้าหาคู่, เทพ-เทวะ ศักดิ์สิทธิ์-สักการะ, 50 สิ่งแรกในเมืองไทย, 50 เหตุการณ์ สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย, 50 คนดัง นอกตำรา ฯลฯ
ทุกเล่มเสิร์ฟถึงมือนักอ่าน 60 ชุมชนพร้อมกันทั่วประเทศ
พร้อมคอนเซ็ปต์ “ถูก คุ้ม ดี” หนังสือทุกปกจึงลดทันที 20% แบบไม่มีเงื่อนไข แถมยังได้สะสมแต้มร่วมกับบัตรสมาชิก “ซีเจ สบายการ์ด” รับสิทธิพิเศษมากมาย รวมถึงสามารถชำระผ่านบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ สำหรับสาขาที่ร่วมรายการ

เมื่อหนังสือออกเดินทางไปพบผู้อ่าน ถึงชุมชน โปรดอย่าลืมแวะเวียนไปเลือกหาหนังสือเล่มโปรดติดไม้ติดมือกลับไปอ่านกันที่บ้านให้เพลิดเพลิน
“บาวบุ๊ค” แผงหนังสือคู่ชุมชน ในร้านสะดวกซื้อ ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต 60 สาขา แบ่งตามโซน ดังนี้
โซนกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ สาขาสะแกงาม (กรุงเทพฯ) สาขาเพชรเกษม 77 (กรุงเทพฯ) สาขารามอินทรา 21 (กรุงเทพฯ) สาขาสามแยกบางบอน (กรุงเทพฯ) สาขาลาดพร้าว 122 (กรุงเทพฯ) สาขาเพชรเกษม 41 (กรุงเทพฯ) สาขาตลาดนัดแยกโรงไม้ (กรุงเทพฯ) สาขานวมินทร์ (กรุงเทพฯ)
สาขาสวนผัก (นนทบุรี) สาขาเฟื่องสุข 3 (นนทบุรี)สาขารังสิตคลอง 3 (ปทุมธานี) สาขารังสิตคลองเก้า (ปทุมธานี) สาขาเทพกุญชร 42 (ปทุมธานี) สาขาบางปู 59 (สมุทรปราการ) สาขาวัดบัวโรย (สมุทรปราการ) สาขาคลองมอญ (สมุทรปราการ) สาขาพันท้ายนรสิงห์ (สมุทรสาคร) สาขาหนองแขม (สมุทรสาคร) สาขาบ้านปรก 1 (สมุทรสงคราม)

โซนภาคกลาง ได้แก่ สาขาห้วยจระเข้ (นครปฐม) สาขา ศาลายา (นครปฐม) สาขาสวนป่าน สระกระเทียม (นครปฐม) สาขาโพรงมะเดื่อ (นครปฐม) สาขานราภิรมย์ (นครปฐม) สาขาตลาดจินดา (นครปฐม) สาขาบางไทร (พระนครศรีอยุธยา) สาขาบางบาล (พระนครศรีอยุธยา) สาขาภาชี (พระนครศรีอยุธยา) สาขาตลาดโรงสี (ฉะเชิงเทรา) สาขาสุวินทวงศ์ (ฉะเชิงเทรา)
สาขาบางลี่ (สุพรรณบุรี) สาขาย่านยาว (สุพรรณบุรี) สาขาทุ่งคอก (สุพรรณบุรี) สาขาบ้านควาย (สุพรรณบุรี) สาขาสระยายโสม (สุพรรณบุรี) สาขาศรีบัวบ้าน (สุพรรณบุรี) สาขาพัฒนานิคม (ลพบุรี) สาขาถนนใหญ่ (ลพบุรี) สาขาบางระจัน (สิงห์บุรี) สาขาไชโย (อ่างทอง) สาขาพยุหะคีรี (นครสวรรค์)
โซนภาคตะวันตก ได้แก่ สาขาสวนผึ้ง (ราชบุรี) สาขาปากท่อใหม่ (ราชบุรี) สาขาบ้านไร่ราชบุรี (ราชบุรี) สาขาเจ็ดเสมียน (ราชบุรี) สาขาสังขละ (กาญจนบุรี) สาขาทองผาภูมิ (กาญจนบุรี) สาขายางเกาะ (กาญจนบุรี) สาขาห้วยกระเจา (กาญจนบุรี) สาขาบ้านลาด (เพชรบุรี) สาขาบ้านกุ่ม (เพชรบุรี) สาขาหนองขอน (ประจวบคีรีขันธ์) สาขาวัดห้วยมงคล (ประจวบคีรีขันธ์)
โซนภาคตะวันออก ได้แก่ สาขาหัวกุญแจ (ชลบุรี) สาขาห้วยใหญ่ (ชลบุรี) สาขาหนองบอนแดง (ชลบุรี) สาขาบ่อทอง (ชลบุรี) สาขาตะเคียนเตี๊ย (ชลบุรี) สาขาบ้านเพ (ระยอง)
โซนภาคอีสาน ได้แก่ สาขาโป่ง ตาลอง (นครราชสีมา)