หลังฉายภาพยนตร์เรื่อง “FAST & FEEL LOVE เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ” ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาแล้ว จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ก็แถลงข่าวถึงโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ครึ่งปีหลัง พร้อมผลประกอบการของบริษัทในปี 2564 และเป้ารายได้ในปี 2565

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ผลประกอบการของจีดีเอชปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?
จินา – “ประสบความสำเร็จประมาณนึง คือไม่ขาดทุน เรามีหนังฉายแค่ 2 เรื่อง คือ ‘ghost lab’ ที่ตัดสินใจเอาเข้า netflix อีกเรื่อง ‘ร่างทรง’ ที่ร่วมทุนกับเกาหลี ในประเทศเราทำรายได้ไป 112 ล้าน ในสภาวะการณ์ที่ โควิดกำลังซาถือว่าดีมาก เราถือว่าโชคดีที่มี ซีรีส์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง สามารถขายงานเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เข้ามาใหม่และแพลตฟอร์มเดิมๆ ที่เข้ามา ปี 2564 ที่ผ่านมาเราเลยมีกำไร อาจได้น้อยกว่าปีก่อนๆ ที่ไม่มีโควิด แต่ก็ยังทำรายได้ถึง 258 ล้าน มีผลกำไรอยู่ 40 กว่าล้าน”

ปีนี้ GDH มีหนัง 5 เรื่อง ต้นปีฉายไปแล้ว 1 เรื่อง คือ FAST & FEEL LOVE แต่ผลประกอบการในประเทศไม่ถึง 20 ล้าน?
จินา – “หนังของคุณเต๋อ นวพล เป็นการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ หนังได้รับการตอบรับที่ดี ทุกคนชื่นชอบหนัง แต่ในเรื่องผลประกอบการในโรงภาพยนตร์อาจจะไม่ได้ดีมากตามที่ตั้งเป้าไว้ ด้วยอาจเพราะโควิด และด้วยตัวหนังเองที่เราต้องการจะสร้างความใหม่ ความแตกต่าง แต่ในแง่ของชื่อเสียง ของรางวัลที่ได้กลับมา และการเดินทางสู่ต่างประเทศ เชื่อว่าจะได้รับผลการตอบรับที่ดี เรากำลังเปิดเจรจาอยู่ เรื่องนี้ในประเทศจะไม่เข้าเป้า แต่เราจะมีรายได้จากต่างประเทศ”

โปรเจ็กต์ครึ่งปีหลังจะมีอะไรบ้าง?
จินา – “มี 4 เรื่อง มีโปรเจ็กต์ใหญ่ ‘บุพเพสันนิวาส ๒’ ที่ได้ ปิ๊ง อดิสรณ์ นั่งแท่นผู้กำกับฯ นำแสดงโดยพระ-นางคู่ขวัญ โป๊ป-เบลล่า ต่อด้วยภาพยนตร์รัก ‘OMG!- Oh My Girl’ นำแสดงโดย จูเน่ เพลินพิชญา, สกาย วงศ์รวี, พีช พชร ฯลฯ เข้าฉายเดือนกันยายน จากนั้นพบการกลับมาของเจ้าพ่อผู้กำกับหนังผี จิม โสภณ กับภาพยนตร์เรื่อง ‘Home For Rent’ นำแสดงโดย เวียร์ ศุกลวัฒน์ กับ มิว นิษฐา ได้ชมกันเดือนตุลาคม ปิดท้ายเดือนธันวาคมกับภาพยนตร์ ‘You and Me’ ของผู้กำกับฯ คู่แฝด วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ที่ได้ โต้ง บรรจง รับหน้าที่โปรดิวเซอร์”

โปรเจ็กต์ใหญ่“บุพเพ สันนิวาส ๒” มีเปิดให้ลงทุน DESTINY TOKEN?
จินา – “DESTINY TOKEN หรือ เหรียญบุพเพ ๒ ไม่ใช่บิตคอยน์ ไม่ใช่คริปโต จุดเริ่มต้นที่อยากทำเพราะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่คนในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนรอคอย ก็มานั่งคิดกันว่าเราทำหนังในภาวะโควิด จะรอจนหนังใกล้ๆ ฉายแล้วโปรโมตมันก็ไม่มีอะไรใหม่ที่ท้าทาย ในโลกปัจจุบันทำคอนเทนต์ดีแล้วจะสำเร็จมันอาจจะไม่ใช่ มันมีโลกตลาดทุน โลกของไฟแนนซ์ และโลกของเทคโนโลยี เราจะผสมผสานสิ่งนี้ได้ไหม จะเปลี่ยนจากผู้ชมให้มาเป็นคนลงทุนหนังที่เขาชื่นชอบ เขาได้ผลประโยชน์กับสิ่งนั้น มันก็จะดีต่อธุรกิจหนังไทย เปิดโอกาสให้คนดูได้มาเป็นเจ้าของหนังแล้วมีกำไรจริงๆ คือดิจิตอลมาใหม่ในระบบการเงินก็เลยสร้างมันออกมาเป็น TOKEN”

“TOKEN ลักษณะคล้ายๆ หุ้นกู้ แต่อันนี้พิเศษที่นอกจากเราจ่ายดอกเบี้ยให้และคืนเงินต้นเมื่อครบโครงการในโปรเจ็กต์นี้ประมาณ 2 ปี เราให้สิทธิประโยชน์ โดยการร่วมลงทุน เหรียญบุพเพ ๒ จะได้รับผลตอบแทน 2.99% ต่อปี พร้อมสิทธิ์รับเงินต้นคืนเมื่อจบโครงการและสิทธิประโยชน์มากมาย โดยเหรียญ G ‘I am Glad’ ราคา 5,559 บาท ขายทั้งหมด 15,559 เหรียญ เหรียญ D ‘I am Delighted’ ราคา 155,559 บาท ขาย 469 เหรียญ และเหรียญ H ‘I am Happy Token’ ราคา 1,555,559 บาท 69 เหรียญ รวมเป็น 265 ล้านบาท ซึ่งบุพเพสันนิวาส ๒ เราอยากทำให้เป็นโปรเจ็กต์พันล้านทั่วประเทศ เพื่อตอบแทนให้ผู้ชมที่มาเป็นผู้ลงทุนให้ได้ดอกเบี้ยกลับไป ปีนี้เราอยากมีผลประกอบการที่เป็นรายได้เข้าออฟฟิศประมาณไม่ต่ำกว่า 500 ล้าน”

แผนงานในอนาคตหลังจากนี้?
จินา – “อยากเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ได้ทำงาน ฉะนั้นโปรเจ็กต์ก็ต้องมากขึ้น นอกจากหนังแล้ว เราจะมีซีรีส์ที่ส่งต่อให้กับแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย เราจะมีไม่น้อยกว่า 4 โปรเจ็กต์ เราตั้งใจทำคอนเทนต์ที่ดี แปลก สดใหม่ อยากจะพัฒนาคอนเทนต์เราไปต่างประเทศให้เหมือนเรื่อง ร่างทรง เรามีแพลนจะร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์เพื่อนำพาหนังเราไปทั่วโลก เป็นไปได้คือไปทุกทวีปทั่วโลกเลยก็จะดีมาก เรากำลังทำอยู่ค่ะ”

การมีงานที่ได้มีคนดูทั่วโลกเป็นแพสชั่นในปีหน้าของจีดีเอช?
จินา – “ใช่ เป็นความตั้งใจของเราที่จะพาหนังออกไปให้ไกลกว่าแค่ในประเทศไทย จีดีเอชทำหนังมา 20 ปีแล้วนะคะ นอกจากทำหนังให้คนไทยได้ดูแล้ว ก็อยากทำหนังไทยให้คนข้างนอกได้ดู อยากให้หนังไทยของเราเทียบได้กับหนังสากลเรื่องอื่นๆ เราพยายามจะสร้างโอกาสตรงนั้น ก็ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่บริษัทจะทำในปีหน้า”

วีรนุช จันทำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน